เคล็ดลับการเงิน

1457137636

ปรัชญาเพื่อความสำเร็จ ของ ขงจื๊อ

คำสอนของขงจื๊อเป็นปรัชญาความคิดสากลที่นิยมกันแพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากขงจื๊อเป็นนักคิดที่ชาญฉลาด และเป็นนักศึกษาที่มีความกระตือรือร้นชอบแสวงหาความรู้ ขงจื๊อจึงขยายความคำสอนตามวัฒนธรรมจีนที่ได้รับการปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณให้ชัดเจน และยังเพิ่มเติมคำสอนใหม่อีกมากมาย

แนวคิดหลักของขงจื๊อกล่าวว่าบุคคลเป็นรากฐานของความเจริญจึงต้องพัฒนาคนให้มีความรู้เสียก่อน เมื่อสามารถประกอบอาชีพ อบรมให้มีคุณธรรม ปฏิบัติดี ซื่อสัตย์สุจริต เมื่อนั้นสังคมและประเทศก็จะเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ภูมิปัญญาของขงจื๊อต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ความรู้ทำให้เรามีสติ มีปัญญา และมีความรอบคอบในการดำเนินชีวิต ควบคู่กับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริงได้ หลักปรัชญาเพื่อความสำเร็จ ปฏิบัติทางสายกลางของขงจื๊อที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นแบบสามารถอย่างนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างความสำเร็จนั้นมีหลายข้อดังตัวอย่างต่อไปนี้
  1. อย่ามัวค้นหาความผิดพลาด จงมองหาหนทางแก้ไข

ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในอนาคต หากทำงานบกพร่อง แล้วยังยึดติดอยู่กับความผิดไม่ปล่อยความคิดออกไป ก็มีแต่จะเป็นทุกข์และไม่เกิดประโยชน์อันใด คนเก่งและฉลาดจะเรียนรู้จากความผิดพลาด และมองไปข้างหน้าเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหา และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีกอย่างไร ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าใช้ความคิดย่อมสามารถแก้ไขได้

  1. อย่าเก็บคำวิจารณ์ของคนอื่นมาใส่ใจ แต่จงรับฟังและใช้พัฒนาตนเอง

คนทั่วไปย่อมพอใจกับคำชื่นชม คงไม่มีใครอยากได้ยินคำวิจารณ์ที่แสดงข้อตำหนิ ความไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเปิดใจยอมรับฟัง คำตำหนินั้นอาจเป็นการติเพื่อก่อ ช่วยเตือนให้รู้ว่ามีความผิดพลาดตรงไหน ต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร คำวิจารณ์อันขมขื่นก็จะกลายเป็นยารักษานำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ช่วยให้คิดใหม่ ทำใหม่ และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้

  1. การยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว

อย่าทำตนเป็นชาล้นถ้วย นึกว่าตัวเองรู้มาก ภูมิใจความคิดความเก่งของตนเอง การไม่ฟังผู้อื่นทำให้เสียโอกาสในการรับความรู้ใหม่ๆ การเรียนรู้นั้นไม่สร้างความลำบากหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ใคร ถ้ารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับความไม่รู้ของตนเอง ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา และที่สำคัญควรรับฟังความคิดของผู้อื่นด้วย เพื่อจะได้ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องที่ยังไม่รู้ ถ้าคิดว่าเรารู้มากแล้ว ก็จะรู้เท่าเดิมอยู่อย่างนั้น คนเราไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา คนที่ประสบความสำเร็จมักจะประเมินมาตรฐานการทำงานของตัวเอง และยกระดับพัฒนาความสามารถอยู่เสมอ จะเห็นได้ว่าชาวจีนเปิดกว้างทางความคิด ยอมรับความคิดของผู้อื่น ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และระบบการบริการที่ทันสมัย จึงทำให้ชาติเจริญรุ่งเรืองเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

  1. เรียนโดยไม่คิดเสียเวลาเรียน คิดโดยไม่เรียนเข้ารกเข้าพง

การเรียนรู้แบบท่องตำรามาพูด แต่คิดไม่เป็นย่อมไม่เกิดประโยชน์ จำเป็นต้องฝึกทักษะความคิด ช่วยให้เกิดความเข้าใจ คิดถูกวิธีมีเหตุผล และคิดดีเป็นผลให้ทำดีและพูดดีด้วย เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน หากถ้าฝึกคิดอย่างเดียวโดยไม่รับข้อมูลก็มักจะคิดเอาเอง หลงออกนอกลู่นอกทาง เสียเวลาไปอีก การเรียนรู้และคิดเป็นจึงต้องสัมพันธ์กัน สามารถนำความรู้ที่เรียนและความคิดของตนมาประยุกต์ร่วมกันในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องเหมาะกับสถานการณ์ ถือเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว

  1. ความอดทนคือเพื่อนสนิทของสติปัญญา

ความอดทนอดกลั้นมีพื้นฐานมาจากปัญญาและสมาธิ ต้องมีใจผ่องใส่ ไม่เศร้าหมอง เดือดร้อนหรือเจ็บแค้นใจอันจะก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง คนเราแม้กำลังทรัพย์น้อย ความรู้ความสามารถไม่มาก แต่ถ้ามีความอดทนหนักแน่น พยายามฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ไม่ท้อถอย มองอุปสรรคเป็นเป็นเรื่องท้าทายความสามารถ แล้วมุ่งมั่นขจัดอุปสรรคโดยใช้ปัญญาควบคู่กัน วันหนึ่งจะประสบความสุขความสำเร็จในชีวิตได้ เช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจที่ร่ำรวยล้วนขยันขันแข็ง ประหยัด มานะอดทน และมีวินัย

  1. หนทางเดียวที่จะรักษาภาพพจน์ได้ คือการซื่อสัตย์ตลอดเวลา

คำสอนของขงจื๊อมีหัวใจหลักคือความชอบธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของธุรกิจหรือการประกอบการงานใดๆก็ตาม ต้องรักษาคำพูดเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียชื่อเสียง ทำงานตามหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เอาใจใส่ลูกค้ามากกว่าสนใจแต่ผลกำไร เมื่อลูกค้าเชื่อมั่นจะส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวเช่นกัน บริการที่ดีและมีความจริงใจเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าให้อยู่กับเราไปนานๆ ที่สำคัญคือเลือกเฟ้นลูกค้าที่ดีมีความซื่อสัตย์เช่นเดียวกัน

  1. ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไรเล่า

หลักการสำคัญคือความกตัญญูต่อบิดามารดา มีสัมมาคารวะต่อผู้ที่อาวุโสกว่า มีความรักความสามัคคีในครอบครัวและสังคม ทำให้คนจีนยอมรับกันแม้จะมีความเห็นแตกต่าง มีความซื่อสัตย์ จริงใจ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ซึ่งกัลยาณมิตรนั้นนับเป็นทรัพย์ที่เงินทองหาซื้อไม่ได้ เป็นพื้นฐานของความร่วมมือในการทำธุรกิจจนกระทั่งประสบความสำเร็จ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาให้ทราบกันเท่านั้น กล่าวได้ว่าปรัชญาขงจื๊อมีอิทธิพลต่อชาวจีนรอบด้าน โดยหลักแล้วจะสอนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ถ่อมตนไม่โอ้อวด ขยันหมั่นเพียรใฝ่เรียนรู้ และพัฒนาตนเองให้มีคุณค่าตลอดเวลา คำสอนของขงจื๊อถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและเป็นมาตรฐานอันดีของสังคม เมื่อเรานำคุณธรรมความดีเหล่านี้มาใช้ในการดำเนินชีวิตย่อมมีความเจริญก้าวหน้าและบรรลุถึงความสำเร็จที่พึงประสงค์ได้

1457044185

ใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง ! ทำอย่างไร?

ในปัจจุบัน บัตรเครดิต นั้นสามารถใช้แทนเงินสดได้ในแทบทุกกรณี วันนี้เราจะมาพูดถึงการ ใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง ว่ามีความสะดวกสบายแค่ไหน แล้วข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง

แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่ขั้นตอนของ การ ใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง นั้น เราลองมาศึกษาวิธีการเลือกบัตรเครดิตดูก่อนว่า ควรจะเลือกบัตรเครดิตแบบไหนให้ตรงกับการใช้ชีวิตของคุณ


วิธีการเลือกบัตรเครดิตให้ตรงกับใจคุณ

บัตรเครดิตนั้นถือได้ว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ทั้งนี้การเลือกบัตรเครดิตให้ตรงกับใจคุณนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราควรจะศึกษาดูก่อนสมัครบัตรเครดิตสักใบหนึ่ง ว่าสามารถให้สิทธิประโยชน์อะไรกับเราได้ เช่น หากเราเป็นคอหนัง ดูหนังทุกอาทิตย์ เราควรจะเลือกบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่น หรือส่วนลดเมื่อซื้อตั๋วหนัง หรือสามารถสะสมแต้มเพื่อแลกรับส่วนลดหรือตั๋วฟรี เป็นต้น


หากอยากดูหนังดีๆสักเรื่อง จะต้องทำอย่างไรล่ะ?

ถึงตรงนี้เราจะมาดูว่าการใช้ บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง นั้นมีขั้นตอนอย่างไร

ขั้นแรก คือ เลือกภาพยนตร์และรอบฉาย โดยดูจากเว็บไซต์ของทางโรงภาพยนตร์

หลังจากที่เราเลือกภาพยนตร์ที่ต้องการชมแล้ว ก็จะสามารถจองที่นั่ง และเลือกโรงหนังที่เราต้องการชมได้ เมื่อเราเลือกรอบหนัง และโรงหนังแล้ว จะเข้าสู่ระบบการชำระเงิน ซึ่งมักจะมีกำหนดเวลาในการทำรายการ เช่น มีระยะเวลา 5 นาทีในการชำระเงินให้เสร็จสิ้น จากนั้นทำการยืนยันอีกครั้ง เพื่อรับรหัสหรือหมายเลขที่ใช้ในการชมภาพยนตร์  จะเห็นได้ว่าการใช้ บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง ถือเป็นระบบการชำระเงินที่ทันสมัยและสะดวกสบายมาก


หรือแม้แต่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะดูหนัง (ประมาณว่าเดินผ่านแล้วเกิดอยากจะดูขึ้น) เราก็สามารถ ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตได้เลย แถมยังไม่ต้องรอคิวนานๆอีกด้วย ถือเป็นสุดยอดของความสะดวกสบายเลยล่ะ คราวนี้ เราจะมากล่าวถึง ข้อดี ข้อเสีย ในการใช้ บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง กันดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง


ข้อดีของการ ใช้ บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง

  • สะดวกสบายไม่ว่าจะชำระเงินออนไลน์ หรือชำระที่เคาเตอร์
  • ประหยัดเวลา แค่รูดปุ๊บก็ซื้อตั๋วได้ทันที
  • หากคุณ ใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนังออนไลน์ หรือผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ สามารถเปรียบเทียบราคา และรอบฉายจากหลายๆแห่งก่อนตัดสินใจได้ด้วย
  • หากบัตรเครดิตที่ใช้มีโปรโมชั่นส่วนลดหรือสะสมแต้มไว้เพื่อรับบัตรชมภาพยนตร์ฟรี จะยิ่งคุ้มค่ามากทีเดียว

ข้อเสียของการ ใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วหนัง

  • ระวังการใช้จ่ายบัตรเครดิตเอาไว้ให้ดี อย่าใช้ดูหนังกระหน่ำจนทำให้เกิด หนี้บัตรเครดิต ตามมาในภายหลัง
1456787264

ใช้บัตรกดเงินสด ให้เป็น ให้ถูกจุด !

เพราะบัตรเครดิตที่คุณๆ ได้ทราบกัน ก็คือสามารถใช้รูดบัตรเพื่อทำการชำระค่าสินค้ารวมถึงบริการได้ และยังสามารถนำมากดเงินสดออกมาได้อีกด้วย เพียงแต่จะมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าบัตรกดเงินสดทั่วไป โดยจะเสียดอกจากการกด 3% ของวงเงินที่ถอน  เท่านั้นไม่พอยังมีดอกเบี้ยที่ถอนเงินสดออกมาอีกด้วย เรียกได้ว่าแค่คิดดอกเบี้ยก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าพร้อมกับคำว่ามหาโหดจริงๆ แต่หากรู้เช่นนี้แล้ว คุณก็สามารถ ใช้บัตรกดเงินสด ให้ถูกจุด จะได้ไม่เป็นหนี้เพิ่ม หรือเป็นหนี้สะสม ซึ่งแม้จะสามารถกดเงินสดได้ แต่ก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกมาก ส่วนบัตรกดเงินสดนั้นไม่สามารถใช้ในการชำระค่าสินค้าได้ แต่สามารถกดเงินสดออกมาใช้ได้ ทำให้หลายๆ คนอาจจะกำลังไม่แน่ใจตัวเองว่าควรจะทำบัตรกดเงินสด หรือบัตรเครดิตดีหนอ? เพราะบัตรทั้งสองชนิดต่างก็มีข้อดีและประโยชน์ที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก

บัตรกดเงินสด ใช่บัตรเอทีเอ็มหรือไม่

บัตรกดเงินสดก็คือ บัตรที่ทางสถาบันการเงิน หรือผู้ประกอบการทำบัตรเครดิต ได้ทำการพิจารณาและออกบัตรให้กับคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ของทางสถาบันการเงินได้กำหนดไว้ แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขตามและทำตามที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะเป็นผู้กำหนด โดยคุณสมบัติของผู้สมัครบัตรกดเงินสดนั้น จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำประมาณ 8,000 – 15,000 หรืออาจจะมากกว่านั้น และมีอายุการทำงานไม่น้อยกว่าสามหรือหกเดือน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทางสถาบันการเงิน ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดด้วย


ข้อดีของการสมัครบัตรกดเงินสด

เมื่อทำการสมัครบัตรกดเงินสดครั้งแรกสามารถที่จะใช้ได้ตลอดเวลาและใช้ได้ตลอดไป ซึ่งยังรวมถึงการใช้เป็นวงเงินหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณมีการชำระยอดเงินคืนกับทางสถาบันการเงิน ข้อดีของบัตรกดเงินสดก็คือคุณไม่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกันแต่อย่างใด และเงื่อนไขของการสมัครบัตรกดเงินสดไม่ต่างจากการสมัครบัตรเครดิต เพียงแต่ในการพิจารณาของสถาบันการเงินจะมีความแตกต่างกันมากกว่า  และในส่วนข้อดีของบัตรกดเงินสดอีกอย่างก็คือ ค่าธรรมเนียมรายปีจะฟรี และยังฟรีสำหรับค่าธรรมเนียมในกรณีที่มีการกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มทุกแห่งในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งทางสถาบันการเงินจะทำการคิดอัตราดอกเบี้ย แบบลดต้นลดดอกและคิดดอกเบี้ยจำนวนวันตามที่ใช้จริงเท่านั้น


ความแตกต่างของสินเชื่อเงินกู้กับบัตรกดเงินสด  

ในการสมัครบัตรกดเงินสดจะแตกต่างจากสินเชื่อส่วนบุคคลแบบระยะยาว  เพราะว่าบัตรกดเงินสดเป็นสินเชื่อเงินสดแต่อยู่ในจำนวนวงเงินที่น้อยกว่าเงินกู้แบบระยะยาว ทำให้ไม่ต้องมีหลักค้ำประกันใดๆ แต่สำหรับสิทธิประโยชน์ตามที่สถาบันการเงินกำหนด ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสะสม หรือเวลาที่คุณใช้เป็นบัตรผ่อนสินค้าแบบศูนย์เปอร์เซ็นต์ โดยในส่วนของสิทธิประโยชน์ เรียกได้ว่าไม่ต่างจากบัตรเครดิตมากเท่าใดนัก แต่ข้อเสียบัตรกดเงินสด คือ จะมีอัตราดอกเบี้ยที่เรียกได้ว่าสูงมากกว่าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิต ในกรณีที่มีการชำระคืนล่าช้า หรือเป็นการชำระแบบขั้นต่ำนั่นเพราะไม่มีหลักทรัพย์หรือคนค้ำนั่นเอง


ซึ่งการคิดอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดนั้น ในแต่ละสถาบันการเงินจะทำการกำหนดในส่วนของอัตราสำหรับดอกเบี้ยในแต่ละบุคคล โดยจะทำการแบ่งไปตามฐานรายได้ของลูกค้า และวงเงินที่ยื่นทำเรื่องกู้ โดยจะสามารถแบ่งเป็นกลุ่มของการอนุมัติวงเงินที่ได้ทำการอนุมัติให้กับลูกค้า ซึ่งมีวิธีการคิดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นแบบลดต้นลดดอกที่สูงสุด และไม่เกิน 28 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ของทุกสถาบันการเงิน  
1456272702

จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมี บัตรกดเงินสด ?

บัตรกดเงินสด เป็นอีกหนึ่งบริการที่ทางสถาบันทางการเงิน มีไว้สำหรับตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินสดในระยะสั้นๆ ซึ่งเป็นข้อดีของบัตรประเภทนี้ ซึ่งกรณีที่ไม่มีการใช้บัตรหรือกดเงินสดใดๆ ก็จะไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมเกิดขึ้น  และหากเมื่อทำการกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดไปแล้ว หากผู้ใช้มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยที่จะตามมา  เพราะบัตรกดเงินสดจะมีดอกเบี้ยสูงที่สุดอยู่ที่ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ซึ่งบัตรกดเงินสดในปัจจุบันมีออกมาหลากหลายรูปแบบตามโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถาบันทางการเงินนั้นๆเป็นผู้กำหนด

เรียนรู้ความหมายของบัตรกดเงินสด

หลายคนยังคงคาใจว่า จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมี บัตรกดเงินสด ตอบง่ายๆ ได้ว่า การที่คุณจะมีบัตรกดเงินสดหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ เพราะไม่มีใครรู้ถึงพฤติกรรมการใช้เงินของคุณ ซึ่งบางคนใช้เงินพอดีและบางคนใช้เงินจนเกินพอดี ซึ่งในส่วนดีของการมี บัตรกดเงินสด คือบัตรกดเงินสดมันก็เหมือนการที่เราไปกู้เงินธนาคารนั่นเอง แต่แทนที่ธนาคารจะให้เป็นเงินสด หรือทำการโอนเข้าบัญชี ตรงกันข้ามทางธนาคารก็จะให้เป็นบัตรหรือการ์ดแข็งๆมาหนึ่งใบ ลักษณะเหมือนบัตรเอทีเอ็ม  พร้อมรหัส  และยังกำหนดวงเงิน ในการใช้เงินแต่ละครั้งด้วย ซึ่งอาจจะมีวงเงินอนุมัติตามแต่ที่จะตกลงกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน


ทำไมต้องเป็นบัตรกดเงินสด ?

เพราะ บัตรกดเงินสด ถือว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งหากคุณต้องการใช้เงินด่วน หรือใช้เงินในยามฉุกเฉิน คุณอาจจะต้องไปที่ธนาคารเพื่อทำการขอสินเชื่อ แต่หากเป็นเล่นนั้นจริงๆ แน่นอนว่ากว่าจะไปทำเรื่องที่ธนาคาร มันจะทันการหรือเปล่า สมมุติว่าเกิดอุบัติเหตุตอนตีสี่  ไม่มีธนาคารไหนเปิดทำการในเวลานั้นแน่ๆ หรือถ้าเป็นช่วงเช้า ธนาคารเปิด แต่กว่าจะทำเรื่องขอสินเชื่อเสร็จ อาจจะต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่หากคุณมีบัตรกดเงินสด เพียงแค่คุณเดินเข้าไปที่ตู้ เอทีเอ็ม ที่ไหนก็ได้ คุณก็สามารถเบิกเงินสดออกมาใช้ได้แล้ว เรียกว่าเป็นข้อดีของการใช้เงินสดกับบัตรเงินสดในยามฉุกเฉิน ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับที่ไม่ได้พกเงินสด เพราะหากมีบัตรเครดิต บางร้านที่คุณต้องการใช้เงิน ก็อาจจะไม่ได้รับบัตรก็ได้


ความจำเป็นที่ต้องใช้บัตรกดเงินสด

หลายคนคิดว่าการมีบัตรกดเงินสด มีความจำเป็นมาก ยิ่งใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ อาจจะเจอปัญหาที่ต้องใช้เงินฉุกเฉินเยอะ แยะ  ซึ่งบัตรกดเงินสดนี่ล่ะที่เป็นแหล่งเงินสำรองให้คุณได้ใช้ในยามฉุกเฉิน แต่ก็อย่าลืมว่ามันอาจจะเป็นเหมือนดาบสองคมก็ได้ เพราะการใช้เงินด่วนจะมีทั้งข้อดี และข้อเสีย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างที่จะสูง และยังมีค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนอีก แต่หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ เรื่อง อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม เราก็คงต้องยอม เพราะความจำเป็น  ซึ่งการใช้ บัตรกดเงินสด สามารถใช้เป็นเงินสำรองในยามฉุกเฉิน หรือหากมีเงินสดไม่พอในการใช้จ่ายต่างๆ เรื่องเงินนั้นเป็นปัจจัยต้นๆในการดำรงชีวิต ซึ่งทางออกแรกๆของการหาเงินสำรอง 


นอกจากจะมีการกู้ยืมเงินหรือทำเรื่องขอสินเชื่อต่างๆ แล้ว ปัญหาของการกู้ยืมเงินนั้นคือเรื่องของดอกเบี้ยที่ตามมา ยิ่งกู้ยืมมาก ดอกเบี้ยก็จะมากตามไปด้วย  เพราะเหตุนี้จึงทำให้หลายคนหันมาสนใจ บัตรกดเงินสด ที่เข้ามาเติมเต็มข้อบกพร่องต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอกเบี้ย และเรื่องความสะดวกในการใช้เงิน เพราะบัตรกดเงินสด จะคิดอัตราดอกเบี้ย ตามกำหนดของธนาคาร และยังสามารถใช้บัตรกดเงินสด กดเงินออกมาใช้ได้ตลอดเวลาโดยกดออกมาจากตู้เอทีเอ็มจึงทำให้สะดวกมาก
1455666438

เช็คลิสต์ 7 ข้อที่ต้องแก้ไขเมื่อ กู้เงินไม่ผ่าน

หลายคนอาจเคยประสบกับสถานการณ์ที่ต้องลุ้นว่าธนาคารจะปล่อยกู้เงินตามที่ขอหรือไม่ การรอคอยอาจจบลงที่สมหวังหรืออาจไม่สมหวังก็ได้ ผู้ที่สมหวังก็รับเงินและเป็นหนี้ตามคำขอ ส่วนผู้ที่ไม่สมหวังอาจต้องกลับมาดูเอกสารและข้อกำหนดของธนาคารใหม่อีกครั้งว่าขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง เช็คลิสต์ 7 ข้อที่ต้องพิจารณาเมื่อ กู้เงินไม่ผ่าน มีอะไรบ้าง มาดูกัน

1.สอบถามธนาคารถึงเหตุผลที่ไม่ปล่อยกู้

สาเหตุที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้มีหลายกรณี แตกต่างกันไปตามแต่ละเงื่อนไขของธนาคาร เช่น บางธนาคารให้ความสำคัญกับเบอร์โทรศัพท์บ้านและที่ทำงานจะต้องเป็นเบอร์ 02 รวมถึงเบอร์โทรศัพท์มือถือที่จะต้องเป็นแบบจดทะเบียนไม่ใช่เติมเงิน บางธนาคารให้ความสำคัญกับอาชีพ อายุงาน และความมั่นคงของบริษัทเป็นสำคัญ เป็นต้น ดังนั้นสาเหตุของการกู้เงินไม่ผ่านอาจเกิดจากเงื่อนไขเฉพาะของธนาคารนั้นๆ


2.ลองส่งเอกสารชุดเดียวกันไปขอกู้กับธนาคารอื่น

ไม่เสียหายหากเราจะลองยื่นเอกสารชุดเดียวกันนี้กับธนาคารหรือแหล่งเงินทุนอื่น เพราะไม่ใช่ทุกธนาคารจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาเหมือนกัน บางธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้กับเราแต่ไม่ได้หมายความว่าธนาคารอื่นจะไม่ปล่อยกู้ด้วย ลองส่งเอกสารไปหลายๆ ธนาคารพร้อมกันโดยเฉพาะธนาคารที่เรามีความคุ้นเคยและใช้บริการบ่อย หากกู้เงินไม่ผ่านไม่มีธนาคารใดอนุมัติจริงๆ ลองเปลี่ยนจากแหล่งเงินกู้แบบธนาคาร (Bank) มาเป็นกู้กับผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) เช่น อิออน เฟิร์สช้อย ฯลฯ เพราะอาจจะมีเงื่อนไขในการพิจารณาน้อยกว่าธนาคาร


3.เดินบัญชีเข้า-ออกใหม่

บางครั้งบุคแบงค์ของเราอาจไม่ได้รับการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ หรือใน Statement มีรายได้เข้ามาไม่แน่นอนและไม่มีรูปแบบตายตัว หรือมีรายจ่ายมากกว่ารายรับจนไม่มีเงินเหลือติดบัญชี ข้อนี้อาจทำให้ธนาคารมองว่าเรามีรายได้ที่ไม่แน่นอนนี้ซึ่งจะอาจส่งผลให้ กู้เงินไม่ผ่าน เพราะหากปล่อยเงินกู้ให้อาจเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญได้


4.ความสามารถทางการเงิน

ความสามารถทางการเงิน หากรายได้ไม่แน่นอน ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีสลิปเงินเดือน เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ หากไม่มีหลักฐานการเสียภาษี  ไม่ได้มีข้อมูลในระบบประกันสังคม ธนาคารอาจมองว่าเรามีอาชีพไม่มั่นคง มีสถานภาพที่ไม่แข็งแรง และไม่รู้ความสามารถทางการเงินหรือวินัยในการชำระหนี้ของเรา ธนาคารอาจตัดสินใจไม่ปล่อยกู้ได้จนกว่าเราจะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือมีผู้ค้ำ


5.ปิดบัตรเครดิตหรือหนี้บัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้

หารเราถือบัตรเครดิตหลายธนาคารอยู่แล้ว และเมื่อรวมวงเงินของทุกธนาคารเข้าด้วยกันแล้วมียอดเกินรายได้ไปหลายเท่าตัว อาจทำให้ธนาคารต้องทบทวนอีกครั้งและอาจนำมาพิจารณาไม่ปล่อยกู้ กู้เงินไม่ผ่าน เพราะมีความเสี่ยงที่เราจะใช้เงินเกินตัวและไม่สามารถหมุนค่าใช้จ่ายได้ทัน


6.หารายได้เสริม

หากรายได้เราน้อย หรือไม่มีความมั่นคง อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดเสมอรองจากการประหยัด คือ การหารายได้เสริม เพราะหากรายได้จำกัดก็ย่อมเป็นการยากที่ธนาคารจะปล่อยเงินกู้ให้กับคุณ อย่างน้อยต้องแสดงให้ธนาคารเห็นว่าเรามีรายได้หรือรายรับหลายทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่เงินเดือนเท่านั้น


7.หาผู้ค้ำหรือผู้กู้ร่วม

วิธีคลาสสิกตลอดกาลของการกู้เพื่อให้กู้ผ่านได้ง่ายขึ้นหรือเพื่อให้ได้วงเงินมากขึ้น คือการหาผู้กู้ร่วม ซึ่งคุณสมบัติของผู้กู้ร่วมก็จะมีระบุเงื่อนไขแล้วแต่ธนาคาร เช่น ผู้กู้ร่วมจะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี มีรายได้ตามที่กำหนด และมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือเป็นสามีภรรยากับผู้กู้หลัก เป็นต้น


อย่างไรก็ดี ข่าวร้ายที่สุดของการกู้เงินไม่ผ่านคือประวัติเครดิตของคุณไม่ดีหรือคุณอาจกำลังติดเครดิตบูโร เพราะถึงแม้ว่าคุณจะปิดยอดหนี้ของคุณไปแต่ระบบต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการเคลียประวัติส่วนนี้ของคุณ สิ่งที่คุณทำได้ก็คือ รักษาประวัติเครดิตของคุณในปัจจุบันให้ดีที่สุด และอาจต้องหมั่นอัพเดท Statement ให้สม่ำเสมอ หารายได้เสริม ประหยัดอดออม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการทำเรื่องขอกู้ใหม่อีกครั้ง
1455519265

ปัจจัยเรื่องเงินที่ต้องคิด ก่อนตัดสินใจ เป็นหนี้

เรื่องแรกๆ ที่ต้องคิดมากที่สุด แบบกุมขมับเลยว่า ความสามารถในการหาเงินมาผ่อนชำระนั้น ไหวไหม?
หากเรามีหนี้มากก็ต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมาก และถ้าภาระหนี้ที่ต้องผ่อนจ่ายในแต่ละงวดมากเกินกำลังชำระหนี้ของเราก็อาจไม่มีเงินไปจ่ายตามกำหนดหรือที่เรียกว่าเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเราอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยปกติ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ความทุกข์ ความเครียด ว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ที่พอกพูนขึ้น นอก​จากนี้ ประวัติทางการเงินของเราก็จะเสีย ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการขอสินเชื่อครั้งต่อไป หรือเรื่องอาจบานปลายออกไปอีก เช่น อาจถูกฟ้องล้มละลายได้

ดังนั้น สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจและนำมาใช้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจ เป็นหนี้ ก็คือ ควรพิจารณาว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือนเพื่อให้เราไม่มีภาระหนี้และความหนักใจมากจนเกินไป รวมทั้งมีเงินใช้สำหรับเรื่องอื่นในชีวิต เช่น ออมเพื่อวันข้างหน้า ซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต้องใช้ในปัจจุบัน

ประเภทของสินเชื่อ

สินเชื่อมีหลากหลายประเภทมีลักษณะและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เราจึงควรพิจารณาประเภทของสินเชื่อที่เหมาะกับความจำเป็นในการใช้เงินของเราซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาเรื่องสินเชื่อ และข้อมูลจากสถาบันการเงินต่าง ๆ


อัตราดอกเบี้ยและวิธีการคิดดอกเบี้ย

อัตราดอกเ​บี้ยรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่ใช้และวิธีการคำนวณดอกเบี้ยของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน ดังนั้น ควรศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วนว่าสถาบันการเงินที่เราสนใจจะใช้บริการใช้อัตราดอกเบี้ยเท่าใด เป็นแบบคงที่หรือลอยตัว และใช้วิธีคำนวณแบบเงินต้นคงที่ (flat rate) หรือลดต้นลดดอก (effective rate) เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจ​

นอกจากในกรณีทั่วไปแล้วยังมีอัตราดอกเบี้ยในกรณีอื่น ๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเพิ่มขึ้นหากผิดนัดชำระหนี้ หรือการเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าบางกลุ่มอาชีพที่ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากผู้ให้สินเชื่อ หรือหากต้องการเปรียบเทียบกับ อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ หรือ ค่าธรรมเนียมที่สำคัญ​ก็สามารถเข้ามาดูได้ที่ website ของแบงก์ชาติ


ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากดอกเบี้ยแล้ว การขอสินเชื่อมักมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเช่น ค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าอากรแสตมป์ เราจึงต้องไม่ลืมศึกษาข้อมูลเหล่านี้ด้วย​​​​​​

ระยะเวลาในการผ่อนชำระ

ระยะเวลาในการผ่อนชำระมีผลต่อดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพราะยิ่งระยะเวลานานก็ยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยมากจึงไม่ควรติดกับดักจ่ายน้อย ๆ (แต่จ่ายนาน ๆ ) เพราะทำให้เราเสียดอกเบี้ยมากทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเรามีกำลังจ่ายมากกว่าที่กำลังผ่อนอยู่ หรือมองอีกด้านก็คือหากผ่อนหมดไวก็จะเสียดอกเบี้ยน้อย ซึ่งสามารถทำได้โดยวางเงินดาวน์ก้อนใหญ่หรือผ่อนชำระต่องวดมาก อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงจุดสมดุลในชีวิตของแต่ละคนซึ่งอาจแตกต่างกันไป โดยการผ่อนชำระต่องวดไม่ควรกระทบกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและการออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน เพราะอาจทำให้เราใช้ชีวิตใช้ชีวิตแบบตึงเกินไป หรือหากมีเหตุฉุกเฉินแต่ไม่มีเงินรองรับ ก็อาจทำให้เราต้องไปกู้หนี้ยืมสินได้


คุณภาพการให้บริการ

เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราต้องติดต่อกับผู้ให้ สินเชื่อเป็นเวลานาน เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจตัดสินใจได้จากวิธีการตอบ คำถามอย่างชัดเจนด้วยความเต็มใจ ระยะเวลาในการดำเนินเรื่อง วิธีการติดตามทวงถามหนี้ กระทู้ร้องเรียนที่พบได้จากเว็บไซต์ หรือถามจากเพื่อน ๆ หรือคนที่เรารู้จักที่เป็นลูกค้าอยู่หรือเคยใช้บริการ


หลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ

แม้สินเชื่อนอกระบบจะมีความสะดวกมากกว่าเมื่อเทียบกับสินเชื่อในระบบ เช่น ของ่าย ได้เงินเร็ว ไม่ต้องใช้หลักฐานทางการเงิน ไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรหรือไม่ต้องหาหลักประกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการที่สำคัญ มักคิดดอกเบี้ยแพง เอารัดเอาเปรียบ และทวงหนี้ด้วยความรุนแรงเราจึงควรหลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ


หนี้แรกเลย ถ้าไม่รวมหนี้การศึกษาที่คนส่วนมาก เกือบ 80% เมื่อเข้าสู่วัยทำงานแล้ว จะเริ่มเป็นหนี้ก่อนอยู่แค่ 2 อย่างคือ บ้านหรือรถ แน่นอนว่าเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมดว่า แล้วบ้านกับรถเราควรซื้ออะไรก่อน? สำหรับความเห็นมองว่า ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและประโยชน์ที่แต่ละคนจะได้รับซึ่งสำหรับคนที่ไม่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย แต่จำเป็นต้องใช้รถในการประกอบอาชีพ เช่น เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่ต้องเดินทางบ่อย การซื้อรถก็ดูจะจำเป็นและมีประโยชน์กว่า แต่หากซื้อรถเพื่อให้ดูดีมี ฐานะทั้ง ๆ ที่ยังต้องเช่าบ้าน แถมการเดินทางไปทำงานก็ไม่ได้ลำบาก การซื้อบ้านก็เป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า เพราะถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มูลค่ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ขณะที่รถนับวันจะยิ่งมีมูลค่าลดลง


อย่างไรก็ตาม หากกู้ซื้อรถก่อนกู้ซื้อบ้านสถาบันการเงินจะมองว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระลดลงซึ่งอาจทำให้โอกาสที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านลดลงด้วย​​​
1455443965

อยากใช้ บัตรเครดิตฟรีค่าธรรมเนียม ใช่ไหม ? ทำตามนี้

บัตรเครดิตมีความสำคัญและจำเป็นมากในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ต การจองตั๋วเครื่องบิน หรือการจองที่พักผ่านทางเว็บไซต์ เพราะนอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้เจ้าของบัตรแล้ว การใช้บัตรเครดิตยังเป็นการยืนยันตัวตนของผู้ซื้อบริการกับทางร้านค้าอีกด้วย ในอดีต “หนี้บัตรเครดิต” อาจเคยสร้างความกังวลและยังมีหลายคนที่กลัวการใช้บัตรเครดิต ทั้งที่ในความเป็นจริงบัตรเครดิตสามารถสร้างโอกาสและอำนวยความสะดวกมากมายให้แก่เจ้าของบัตร และเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการจำนวนบัตรเครดิตที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไปจะอยู่ราวๆ 1-2 ใบเท่านั้น เพราะหากถือหลายใบจากหลายธนาคารอาจทำให้เราหลงลืมและใช้บัตรไม่ครบตรงตามเงือนไขของธนาคารที่ออกบัตร อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมโดยใช่เหตุ ต่อไปนี้คือ 5 สิ่งต้องรู้ หากต้องการใช้ บัตรเครดิตฟรีค่าธรรมเนียม

1.ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต คือ อะไร?

ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต โดยทั่วไปจะมี 2 แบบ คือ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมบริการรายปี ซึ่งค่าธรรมเนียมแรกเข้าส่วนใหญ่มักได้รับการยกเว้น ส่วนค่าธรรมเนียมรายปีจะเป็นเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับปีถัดไป จำนวนที่เรียกเก็บก็จะแตกต่างกันไปตามชนิดของบัตรและธนาคาร นอกจากยอดค่าธรรมเนียมรายปีแล้วยังมียอดภาษีอีก 7% ดังนั้นเวลาจะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมอย่าลืมขอยกเว้นค่าภาษีด้วย

2.บัตรเครดิตฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพหรือไม่?

หากไม่ต้องการวุ่นวายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม ง่ายที่สุดคือ สมัครบัตรเครดิตแบบฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพ เพียงแค่มีการใช้บัตรจริงในแต่ละรอบปีก็สามารถคงสถานะบัตรเครดิตไว้ได้แล้ว บัตรเครดิตแบบฟรีค่าธรรมเนียมที่ได้รับความนิยมสูง เช่น บัตรเครดิต KTC  บัตรเครดิตกรุงศรี บัตรเครดิตธนาคารทหารไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องดูรายละเอียดของบัตรด้วยเพราะไม่ใช่ทุกบัตรของธนาคารเหล่านี้จะฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพ


3.บัตรเครดิตฟรีค่าธรรมเนียมแบบมีเงื่อนไขหรือไม่ และเงื่อนไขคืออะไร?

นอกจากบัตรเครดิตฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพแล้ว ยังมีบัตรเครดิตอีกกลุ่มหนึ่งที่ฟรีค่าธรรมเนียมแบบมีเงื่อนไข กล่าวคือ จะยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ผู้ถือบัตรก็ต่อเมื่อผู้ถือบัตรปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร หรือแต่ละผลิตภัณฑ์ก็ต่างกันไป เช่น บัตรเครดิต SCB up 2 me ยกเว้นค่าธรรมเนียม 500 บาท/ปี เมื่อมียอดใช้จ่ายต่อปี 30,000 บาท/ปี บัตรเครดิตกสิกร ประเภทบัตรคลาสสิก บัตรทองและบัตรไทเทเนียม เมื่อใช้ครบ 12 ครั้ง (ไม่กำหนดยอด) ใน 1 ปี จะยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี และหากใช้ต่อเนื่องครบ 5 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมตลอดชีพ หรือ บัตรเครดิตกรุงเทพ ที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมเมื่อมีค่าใช้จ่าย 5,000 บาท/ปี ขึ้นไป เป็นต้น


4.เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว ยกเว้นค่าธรรมเนียมโดยอัตโนมัติหรือไม่

ธนาคารทั่วไปหากมีค่าใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไขที่กำหนดมักจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมโดยอัตโนมัติโดยไม่มียอดเรียกเก็บส่งมาถึงผู้ถือบัตร แต่บางธนาคารผู้ถือบัตรยังคงต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อทำการขอเวฟค่าบริการ หรือต้องแสดงความจำนงว่าจะขอยกเว้นค่าบริการรายปีด้วย


5.ถ้าไม่ยกเว้นค่าธรรมเนียมอัตโนมัติต้องทำอย่างไร

หากระบบไม่สามารถยกเว้นค่าธรรมเนียมอัตโนมัติ ผู้ถือบัตรจะต้องติดต่อ call center ของทางธนาคารเพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการ หากไม่สามารถยกเลิกได้จริงๆ ก็ต้องพิจารณาว่าจะถือบัตรต่อไปหรือ เช่น SCB Family plus หากใช้งานไม่ถึงขั้นต่ำที่กำหนดจะไม่สามารถยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีได้ หรือธนาคาร UOB จะลดค่าธรรมเนียมให้เพียง 50% ของยอดที่เรียกเก็บเท่านั้น การจะยกเลิกบัตรจะต้องตรวจสอบก่อนว่าไม่มียอดค้างชำระในบัตรแล้วถึงจะทำเรื่องขอยกเลิกได้


เนื่องจากมีชนิดของบัตรเครดิตให้เลือกมากมาย ก่อนตัดสินใจสมัครบัตรเครดิตสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ คือ รายละเอียด ข้อกำหนดรวมถึงข้อจำกัดของแต่ละธนาคารที่ต้องทำความเข้าใจและติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เพราะข้อกำหนดเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ ควรเลือกบัตรที่สอดคล้องและตอบสนองความเป็นตัวตนของเราเพื่อให้การใช้งานบัตรเป็นไปอย่างราบรื่นได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เพราะการถือบัตรหลายใบโดยไม่ได้ใช้งานนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
1455144857

วิธีคำนวณดอกเบี้ยกดเงินสดจากบัตรเครดิต

บัตรเครดิตถูกผลิตขึ้นเพื่อให้ผู้ถือบัตรสามารถใช้ชำระค่าสินค่าและบริการแทนเงินสดได้ โดยไม่ต้องใช้เงินสด เมื่อถึงวันกำหนดชำระที่สถาบันการเงินเรียกเก็บจึงนำเงินสดไปชำระ แต่ในบางครั้งผู้ถือบัตรเครดิตก็ใช้บัตรเครดิตผิดวัตถุประสงค์ของบัตร คือ การนำบัตรเครดิตไปกดเงินสด ซึ่งจะด้วยความจำเป็นหรือมีเหตุให้ต้องใช้เงินสด ก็ไม่ควรที่จะทำเพราะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจาก การกดเงินสดผ่านบัตรเครดิตนั้นจะคิดรายวันและสูงถึง 20% ต่อปี

วิธีคำนวณ

– เดือนมกราคมได้ทำการกดเงิน วันที่ 20 มกราคม เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท
: ค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นทันที 300 บาท + vat (7%) 21 บาท = 321 บาท
: ดอกเบี้ย 20% คำนวณรายวัน ตั้งแต่วันที่ได้ ทำการกดเงินสดจนถึงวันที่ได้ชำระ เช่น จ่ายวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 10,000 x 20% x (13วัน/365) = 71.25 บาท
กรณีที่ชำระแบบแบ่งจ่ายเดือนแรก : เงินต้น 3,000 + ค่าธรรมเนียมพร้อมvat 321.- + ดอกเบี้ย 71.25
รวม 3,392.25
– เดือนกุมภาพันธ์ เงินต้นเหลือ 10,000-3,000=7,000 บาท
: ดอกเบี้ย คำนวณ จากวันจ่ายที่ได้จ่ายก่อนหน้า ถึงวันจ่าย 2 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 7,000 x 20% x (30วัน/365) = 115
= ชำระงวดที่ 2 : เงินต้น 3,500 + ดอกเบี้ย 115 = 3,615 บาท
– เดือนมีนาคม เงินต้นคงเหลือ 10,000-3,000-3,500=3,500 บาท
: ดอกเบี้ย คำนวณ จากวันจ่ายเดือนมีนาคม ถึงวันจ่ายคราวนี้ 2 มีนาคม – 2 เมษายน 3,500 x 20% x (31วัน/365) = 60 บาท
= ชำระงวดที่ 3 : เงินต้น 3,500+ดอกเบี้ย 60 = 3,560 บาท
เท่ากับจำนวนเงินที่ต้องชำระ 10,567 บาท โดยอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 567 บาท


จะเห็นว่าจำนวนเงินที่กดเงินสด 10,000 บาท หากมีการกำหนดและวางแผนการชำระคืนในช่วงระยะเวลาสั้น ดอกเบี้ยก็จะไม่มาก แต่ถ้าปล่อยให้ระยะเวลานานในการชำระคืนดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ

- 1 - - 2 - - 3 - - 4 - - 5 - - 6 - - 7 - - 8 - - 9 - - 10 - - 11 - - 12 -