เคล็ดลับการเงิน

1463979146

สัญญาณเตือนภัยว่าคุณ ใช้เงินเกินตัว

สาว ๆ ส่วนใหญ่มักจะขาดไม่ได้เลยก็คือ การช้อปปิ้ง นั่นเอง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ ของชีวิตคนเมืองและคนต่างจังหวัด ที่แม้จะไม่ได้ไปเดินซื้อของ แต่การได้ไปเดินตากแอร์เย็น ๆ  สักหน่อย ก็ถือว่าได้อารมณ์ฟิน ๆ กับการเดินแล้ว ยิ่งบางคนไม่ได้ตั้งที่จะไปซื้อของเท่าไหร่ แต่เมื่อไปเดินลั้ลลา ตามห้าง หรือสถานที่เปิดท้าย หรือที่มีของขายด้วยแล้ว เชื่อว่าคงจะอดใจไม่ไหวเช่นกัน  ซึ่งหากเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ  ราคาไม่แพงเท่าไหร่ ก็อาจจะทำให้คุณสูญเสียเงินไปไม่มาก แต่หากเป็นของชิ้นใหญ่ หรือมีราคาแพง ซึ่งแม้จะมีเงินสดไปไม่พอ แต่ก็อาจทำให้คุณได้ควักบัตรเครดิตออกมารูดปรื๊ด ๆ โดยไม่ได้คิดว่าจะมีเงินจ่ายเมื่อถึงรอบบิลหรือไม่ การวางแผนในการใช้จ่าย จะทำให้คุณไม่เป็นหนี้นั่นเอง มาดูสัญญาณเตือนภัยว่าคุณ ใช้เงินเกินตัว กันดีกว่า จะได้หาทางแก้ไขหรือป้องกันได้

1.ช้อปเพลินลืมดูตังค์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาที่สาว ๆ ออกไปช้อปปิ้ง มักจะทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน และมีความสุขจนลืมตัว ทำให้บางครั้งไม่ทันได้คิดว่าคุณกำลังใช้เงินจนเกินงบประมาณหรือไม่ หรือได้เอาเงินของอนาคตมาใช้โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ถึงกับเป็นนิสัยที่มันแย่เท่าใดนัก  แต่ถ้ามันเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็อาจจะกลายเป็นความคุ้นเคย และทำให้เกิดวินัยทางการเงินที่ไม่ดีขึ้นมาได้  ฉะนั้นคุณจะต้องเริ่มกำจัดความเคยชินที่ไม่ส่งผลดีออกไปก่อน แล้วเริ่มต้นเก็บออมเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้วางแผน การใช้เงินให้ดีขึ้น ลองมาสำรวจตัวเองว่า คุณมีลักษณะการใช้เงินอย่างไร และมีแนวโน้มในด้านที่จะกลายเป็นคนที่ใช้เงินเกินตัวหรือไม่  การช้อปเพลินๆ โดยลืมดูเงินในกระเป๋า หรือหากใช้บัตรเครดิตโดยที่ไม่รู้ว่าเงินสดเหลือเท่าไหร่ หากจ่ายด้วยบัตรไป แล้วไม่สามารถชำระเต็มวงเงินได้ ก็อาจจะทำให้คุณเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะดอกเบี้ยวมหาโหดที่จะทำให้คุณต้องเอามือมาก่ายหน้าผากหลายตลบเลยทีเดียว ควรวางแผนก่อนที่จะซื้อของชิ้นใหญ่ หรือของที่มีราคาแพง


2.รูดบัตรเครดิตตลอด

ไม่ว่าจะซื้อของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ขนาดไหนก็ตามแต่  หลายคนที่มักจะทำการรูดบัตรเครดิตอยู่เสมอ แสดงให้เห็นว่าคุณเองอาจจะกำลังเริ่มมีปัญหาทางด้านการเงิน  เพราะไม่ยอมใช้จ่ายด้วยเงินสดและเริ่มใช้เงินเกินตัวขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าการใช้บัตรจะให้ความสะดวกสบายอย่างไร  แต่หากจะมองว่าคุณเองแทบไม่มีเงินติดตัวสำหรับการซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ   จนทำให้ต้องใช้บัตรเครดิตเข้าช่วย เรียกได้ว่าอาการเริ่มแย่แล้ว หรือแม้แต่ซื้อของใหญ่ๆ ราคาแพงๆ หากแต่เมื่อถึงรอบบิล กลับจ่ายแบบขั้นต่ำ แทนที่จะจ่ายแบบเต็มจำนวน ก็ยิ่งจะทำให้คุณกลายเป็นหนี้ได้แบบไม่ต้องสงสัย แถมยังไม่ยอมหยุดใช้จ่ายด้วยบัตร ยิ่งจะทำให้กลายเป็นหนี้ทั้งต้นทั้งดอก ที่มันมากขึ้นเท่าตัว เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็ต้องรีบปรับนิสัยการใช้เงินเสียใหม่ จะได้ไม่มีปัญหาในระยะยาว


3.ผลัดวันใช้หนี้ออกไปเรื่อย ๆ

เมื่อเป็นหนี้แต่กลับไม่มีเงินใช้หนี้ ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาของการเป็นหนี้ในระยะยาวได้ เพราะคุณอาจจะเปลี่ยนวันใช้หนี้ไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่า เป็นการทำให้ในที่สุดหนี้พอกพูน และเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น สัญญาณแห่งการเป็นหนี้คือการผลัดวันใช้หนี้ออกไปเป็นวันอื่น และกำลังจะบอกเราว่าคุณเองได้กำลังใช้เงินเกินตัว จนแทบไม่มีเงินเหลือเก็บไว้สำรองในการใช้หนี้ และกำลังทำให้เกิดปัญหาทางการเงินที่จะตามมา


4.ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย

การออกไปช้อปปิ้งในแต่ละเดือน  ไม่ว่าจะมากบ้างน้อยบ้าง อาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นอะไรเพราะ ใคร ๆ เขาก็ทำกัน แต่คุณเองก็อาจจะลืมนึกไปว่าสถานะทางการเงินของคุณกับของเขานั้นอาจมีความแตกต่างกัน จนลืมนึกไปว่าการเงินของคุณกำลังแย่ หรืออาจจะประสบปัญหา หรือชักหน้าไม่ถึงหลัง และหากว่าคุณยังคงใช้เงินฟุ่มเฟือย โดยไม่มีการวางแผนการใช้เงินใด ๆ  ซึ่งการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย หรือใช้เกินตัว ก็ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่จะนำไปสู่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้เกิดหนี้มากขึ้น


5.ไม่มีเป้าหมายในการใช้เงิน

บางคนมักจะใช้เงินในแบบที่ไม่มีเป้าหมายของการใช้จ่ายอย่างแท้จริง และไม่รู้จักเก็บเงินอย่างแท้จริง เพราะเห็นอะไรที่อยากได้ก็จะซื้อทันที โดยไม่ได้คำนึงว่าจะเกินงบประมาณที่ตัวเองตั้งไว้หรือไม่  ซึ่งหากมีการใช้เงินโดยไม่รู้จักระวังตัวเองด้วยแล้ว อาจจะทำให้คุณต้องประสบกับปัญหาการใช้เงินเกินตัว และอาจก่อหนี้มากมายโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งก่อนที่คิดจะใช้เงินจับจ่ายอะไรก็ตาม คุณจะต้องมีการวางแผนให้ดีเสียก่อน


ไม่ว่าเราจะเป็นคนทำงาน หรือมนุษย์เงินเดือนที่ได้เงินเดือนมากน้อยขนาดไหนก็ตามแต่  คุณจะต้องไม่ลืมที่จะเก็บออม โดยเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ  ทั้งนี้ก็เพื่อที่คุณจะได้มีวินัยทางการเงิน และสามารถบริหารการเงิน และทำให้เงินอยู่กับคุณไปนาน ๆ โดยไม่ต้องมีปัญหาทางการเงินให้ปวดหัวนั่นเอง
1463788337

ทางออกของ ปัญหาเรื่องเงินในครอบครัว

การสร้างครอบครัวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆ จะต้องพบเจอกับความรับผิดชอบและความลำบากไม่ใช่น้อยแต่ก้อย่าท้อ หรือหมดหวังกำลังใจเสียล่ะ เพราะสิ่งที่ได้รับจากครอบครัวก็ไม่น้อยเลยเช่นกัน อย่างน้อยก็มีคนที่คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มีแรงบันดาลใจและเป้าหมายมากขึ้น ที่สำคัญนั้นคือการเปลี่ยนให้เรามีชีวิตที่เข้าสู่ผู้ใหญ่บวกกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นอีกด้วยนะคะ

หากใครที่กำลังพบเจอกับอุปสรรคอยู่นั้นจงนึกเสมอเลยนะคะว่าไม่ได้มีแต่ครอบครัวคุณเพียงคนเดียวที่เจอกับเรื่องราวเหล่านั้น เพราะจากที่เห็นได้เลยคือหลายคนหลายครอบครัว หลังจากแต่งงานกันแล้ว  ชีวิตคู่นั้นไม่ได้เรียบหรูอย่างในละคร ต้องพบกับความรับผิดชอบที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป หลายคนอาจยังต้องดูแลครอบครัวของตัวเองด้วย  การใช้จ่ายของทั้งคู่จึงถือเป็นสิ่งสำคัญ และส่งผลกระทบโดยตรง ซึ่งบางครั้ง เรื่องเงินๆทองๆ อาจเป็นสาเหตุใหญ่นำไปสู่การหย่าร้างก็มีให้เห็นได้บ่อยมากๆเลยนะคะ  ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาและป้องกันเรื่องดังกล่าวทางเราเองจึงได้รวบรวมวิธีแก้ ปัญหาเรื่องเงินในครอบครัว มาฝากกัน เพื่อให้ผู้อ่านได้นำไปเป็นแนวทาง เพื่อให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตคู่มากขึ้นกับมีวิธีการง่าย ๆ  ที่ไม่ว่าใครก็สามารถนำไปประยุกต์ หรือปฏิบัติได้ แต่อย่างไรก็ตามบอกไว้ก่อนเลยว่าการอยู่ด้วยกันนั้นจะต้องอาศัยการเชื่อใจและไว้ใจดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะเรื่องเงินๆทองๆ

รายได้น้อยทำอย่างไรดี?

เป็นเรื่องที่จัดได้เลยว่าคิดไม่ตกเลยทีเดียว เพราะรายจ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายได้นี่สิเท่าเดิมคือน้อยมากหลาย ๆ คู่มักจะกดดันเป็นอย่างมาก ในเวลาที่ไม่สามารถหารายได้มากพอจะมาใช้ดูแลคนในครอบครัวได้ ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าอย่ากล่าวโทษหรือหาเรื่องมาทะเลาะเพื่อเป็นการบั่นทอนจิตใจเป็นอันขาดเพราะการกล่าวโทษกันไปมานั้นจะไม่ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะทำให้เครียดมากขึ้น แนวทางแก้ไขคือการให้กำลังใจกันและกัน ด้วยการสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่รักจะดีกว่า  เช่นการการเอื้ออาทร การเอาใจใส่ การเป็นกำลังใจให้กันและกันเมื่อเกิดวิกฤตปัญหาในครอบครัว นอกจากนี้เรื่องที่ละเอียดอ่อนอันหนึ่งคือ ไม่ควรนำเรื่องการเงินของครอบครัวคุณไปเปรียบเทียบกับครอบครัวอื่นเด็ดขาด จะเป็นการบั่นทอนกำลังใจกันและกันเสียมากกว่า สำหรับเรื่องการเงินที่น้อยนั้นอาจทำงานเสริม หรือหาอาชีพเสริมเพื่อหาค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆในครอบครัวไปก่อน อย่าลืมล่ะว่าเรื่องอื่นไม่สำคัญเท่ากับคนในครอบครัวอิ่มนะคะ


จัดการอย่างไรดีกับค่าใช้จ่ายที่เกินตัว?

วันนี้เริ่มได้แล้วนะคะสำหรับการเก็บเงินสำรอง เพราะไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นอย่าชะล่าใจไป อย่าลืมว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ นอกจากนี้ สามีคงอาจไม่พอใจนักหากเงินเดือนที่เขาหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวต้องหมดไปกับสิ่งของไร้สาระจุกจิกที่ภรรยาจ่ายอย่างไม่รู้ค่า เมื่อมาถึงเวลาที่มีครอบครัวแล้ว คุณได้ตัดสินใจดีแล้วอะไรที่ลด ละ เลิกได้ก็ควรทำเพื่อแบ่งเบาคนที่หาเงินเข้าบ้านนั่นเองค่ะ หากเป็นไปได้เวลาที่คุณว่างอาจหาอาชีพเสริมเพื่อลดภาระสามีก็จัดว่าดีไม่น้อยเลยนะคะ อย่าปล่อยให้เขาต้องเหนื่อยคนเดียว ในระยะเวลาสั้น ๆ ของแต่ละวัน คุณภรรยาควรมีการวางแผนรายรับ รายจ่าย เพื่อให้มีเงินเก็บเหลือไว้ใช้ในยามจำเป็น


ภาระหนี้สินในครอบครัวจะจัดการอย่างไรดี ?

การเริ่มต้นครอบครัวนั้นมีบ้างล่ะที่ต้องมีการกู้หนี้ยืมสินมา ยิ่งเป็นยุคเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ย่อมทำให้เกิดความเครียดอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงปัญหานี้เสียแต่แรก หากไม่มีความพร้อมก้อาจอยู่ห้องเช่าไปก่อน และอาจเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถประจำทางไปก่อน และที่สำคัญจำกัดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วยนะคะ รวมทั้งปรึกษากันให้ดีก่อนจะตัดสินใจในการกู้เงินหรือทำสัญญาต่างๆ ว่าคุณพร้อมที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือไม่


แบ่งภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบอย่างไร ?

เอาล่ะครอบครัวสมัยใหม่คือการทำงานด้วยกันทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นไม่พอต่อรายจ่ายที่มากมายอย่างแน่นอน ควรทำการตกลงกันว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบรายจ่ายในส่วนไหน สำหรับคนที่มีรายได้มากกว่าอาจจะต้องรับผิดชอบมากกว่าเป็นธรรมดา เพื่อทำให้ไม่เกิดปัญหาเงินไม่พอจ่ายในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ต้องหารือตกลงกันด้วยความสมัครใจและพึ่งพอใจของทั้งสองฝ่าย ในการเกื้อกูลกันเพื่อจะได้ป้องกันปัญหาในเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบมีปากเสียงทะเลาะกันในภายหลัง


ในการอยู่ด้วยกันนั้นจะต้องไม่มีความลับต่อกันโดยเฉพาะเรื่องเงินทอง


สิ่งที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเลยคือหลาย ๆ คู่มักจะพยายามปกปิดเรื่องเงินของกันและกัน การทำเช่นนี้ จะทำให้ชีวิตคู่ของคุณมีปัญหา ขาดความไว้ใจซึ่งกันและกัน จนทำให้เขาและเธอไม่สามารถเชื่อใจคุณในเรื่องใด ๆ ได้อีก รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องเงิน


เงินจัดได้เลยว่าเป็นเรื่องใหญ่ในการใช้ชีวิตคู่เป็นอย่างยิ่ง จะเป็นตัวกำหนดว่าการใช้ชีวิตคู่จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่  เพราะชีวิตคู่หลังแต่งงานยังต้องพบเจอปัญหาอีกมากมายเลยล่ะค่ะ
1463005540

เงินเดือนน้อย อยากออมเงิน ให้ได้เยอะๆ ทำยังไง ?

เงินออม เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นกับเราอย่างมากในปัจจุบันนี้ เพราะด้วยราคาสิ่งของที่อยากได้ในแต่ละชิ้นไม่ได้มีราคาน้อยๆ อีกทั้งเงินออมเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้อนาคตมีความมั่นคงโดยจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินออมที่มีอยู่ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็จะช่วยให้อนาคตของเรามีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการที่จะมีปริมาณเงินออมมากๆนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะ

หลายๆคนอาจจะมองว่ายิ่งมีรายรับที่มากเท่าไหร่ ยิ่งมีความสามารถในการหาเงินที่มากเท่าไหร่ ปริมาณเงินออมก็จะมีมากขึ้นเท่านั้นและยิ่งใครที่มีรายรับไม่เยอะ การออมเงินให้ได้ปริมาณมากๆนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะ แต่ในความเป็นจริงแล้วการออมเงินให้มีปริมาณมากๆ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดและคนที่มีเงินเดือนไม่เยอะ ก็สามารถมีเงินออมที่เยอะได้เช่นกัน โดยเรามีเทคนิคง่ายๆในการรวยจากการออมดังนี้

  1. ออมเงินมากกว่า 10% ของรายได้ที่มีอยู่

ในการออมเงิน แน่นอนว่าอัตราส่วนการออมเงินเพียง 10% ของเงินเดือนทั้งหมด ถือว่าเป็นอัตราส่วนที่เป็นมิตรกับคนออม เป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยกระทบกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนสักเท่าไหร่ และสามารถออมได้เรื่อยๆในทุกๆเดือน ซึ่งถ้าหากว่าเรามีเงินเดือน 9000 บาทต่อเดือน เงินที่เราต้องออมในทุกๆเดือนก็คือ 900 บาท แต่การที่เราออมเงินเป็นจำนวนเท่านี้แล้วจะรวยได้ มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ เพราะเงิน 900 บาทต่อเดือนที่เราออม ภายในหนึ่งปีเราก็จะมีเงินเก็บทั้งหมด 10,800 บาท แน่นอนว่าเงินจำนวนเท่านี้ เรานำไปใช้เพียงนิดหน่อยก็หมดแล้ว


เมื่อการออมเงินเพียง 10% ไม่สามารถทำให้เรารวยขึ้นได้ ฉะนั้นแล้วการเพิ่มอัตราส่วนการออม ถือว่าเป็นวิธีที่ดีไม่น้อยเลยล่ะโดยเพิ่มจาก 10% เป็น 15% 20% หรือ 30% ตามลำดับ ซึ่งแน่นอนว่าทุกครั้งที่เพิ่มปริมาณเงินออมขึ้นมา รายจ่ายส่วนอื่นๆก็ต้องลดลงไป หากเราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเท่าไหร่ เราก็สามารถออมเงินได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการออมเงินต้องไม่กระทบกับรายจ่ายของเราด้วยนะ


  1. เพิ่มมูลค่าให้กับเงินเก็บที่มีอยู่ไม่ให้เงินเก็บนอนอยู่เฉยๆ

บ่อยครั้งที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บเงินไว้เฉยๆในที่ใดที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเก็บไว้ในกระปุกออมสิน เก็บเข้าบัญชีธนาคาร เก็บในรูปแบบหุ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันคือการเก็บเงินเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันต่างกันไม่น้อยเลยล่ะ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยก็อาจจะเลือกที่จะออมเงินโดยเก็บเข้ากระปุกออมสินหรือฝากเงินเข้ากับบัญชีออมทรัพย์ ทั้งๆที่ความจริงแล้วเราสามารถเลือกที่จะเก็บเงินในรูปแบบอื่นเพื่อให้เงินเก็บของเรามีมากขึ้นและงอกเงยไปพร้อมๆกัน


เงินเก็บที่มีอยู่ เราสามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างง่ายๆ โดยเราสามารถเปลี่ยนจากการบัญชีออมทรัพย์ไปเป็นบัญชีฝากประจำ บัญชีทวีทรัพย์ เพื่อเพิ่มอัตราส่วนดอกเบี้ยที่มากขึ้น เนื่องด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของบัญชีออมทรัพย์ที่มีอยู่น้อยมาก ต้องฝากในปริมาณที่เยอะถึงจะเห็นเม็ดเงินที่เป็นดอกเบี้ยที่แท้จริง แต่ในทางกลับกันหากเราเลือกที่จะฝากประจำหรือฝากทวีทรัพย์ รับรองว่าในจำนวนระยะเวลาเท่ากันและปริมาณเท่ากัน แต่เราจะเห็นว่าการฝากประจำและการฝากทวีทรัพย์ให้เงินดอกเบี้ยที่มากกว่ามากเลย


แหล่งเงินออมอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ออมสามารถเพิ่มมูลค่าเม็ดเงินที่ตัวเองมีอยู่อย่างง่ายๆเลยก็คือการซื้อกองทุนรวมการซื้อกองทุนรวมเป็นการลงทุนที่มีความปลอดภัยที่สูงเนื่องจากมีมืออาชีพคอยบริหารจัดการเงินให้กับเรา อีกทั้งยังมีสภาพคล่องทางการเงินที่มาก ทำให้เราหมดห่วงว่าเราจะไม่มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเวลาต้องการใช้เงินเลย


  1. ฝึกนิสัยในการออมระยะยาว

ความยากลำบากของการออมเงินก็คือการหักห้ามใจไม่ให้นำเงินเก็บนั้นมาใช้หรือพยายามออมเงินไปต่อเรื่อยๆ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยที่มักจะล้มเลิกความตั้งใจในการออมเงินหลังจากที่เริ่มออมเงินได้ 3 4 เดือน ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงระยะเวลาการเก็บเงินที่สั้นๆนั้น ไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จได้เท่าที่ควร ฉะนั้นแล้วลองพยายามสร้างแผนในรูปแบบของการออมระยะยาวอย่างเช่นออมเป็นระยะเวลา 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี จะช่วยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเม็ดเงินในบัญชีอย่างมากเลยล่ะ เพราะยิ่งเรามีเงินออมเก็บเยอะขึ้น มากขึ้นเท่าไหร่ ดอกเบี้ยที่เราได้รับก็จะเยอะขึ้นมากเท่านั้น บางคนอาจจะเลือกที่จะหักเงินเข้าบัญชีเงินเก็บอัตโนมัติหรืออาจจะมีวิธีอื่นๆ ตามความชอบของตัวเอง


เพียงเท่านี้อนาคตของเราก็จะมีความมั่นคงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยปริมาณเงินเก็บที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกๆนั้นการออมเงินอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเพิ่มอัตราส่วนปริมาณการออมเงินให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งการฝึกออมเงินให้กับตัวเองในระยะยาว แต่เมื่อเราทำการออมเงินได้สักระยะหนึ่งแล้ว ทุกอย่างจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเราไม่ว่าจะเป็นทั้งการเพิ่มอัตราส่วนเงินออม ลดปริมาณรายจ่าย และสามารถออมเงินได้เรื่อยๆทุกเดือน
1462922507

เทคนิค วางแผนการเงินให้ใช้ได้จริง เกิดผลจริง

เรื่องเงินทองๆทั้งที่เป็นของนอกกายแท้ๆ แต่คนเรากลับให้ความสำคัญกับเงินทองเป็นอันดับต้นๆเลย  นอกจากปัจจัย 4 ที่มีความจำเป็นอย่าง เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคแล้ว ถ้ามีปัจจัย 5 ได้ก็คงจะเป็นเงินนี่ล่ะเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง  เงินทำไมถึงมีความสำคัญกับเรามากขนาดนั้น ? คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ  ที่เข้ากับสังคมสมัยนี้เป็นอย่างมากนั่นก็คือ “ ไม่มีเงิน เท่ากับ ไม่มีกิน” นั่นเองค่ะ  เพราะฉะนั้นแล้วจะทำอะไร จะใช้จะจ่ายอะไร ก็ต้องมีการวางแผนให้รอบคอบ ไม่ใช่ว่า มีอะไรก็จ่าย จ่ายออกไปอย่างเดียว  วันนี้ค่ะ เราจะมาเรียนรู้เคล็ดลับ วางแผนการเงินให้ใช้ได้จริง กันว่า วางแผนอย่างไรให้มันเกิดผลจริงในสถานการณ์ชีวิตประจำวัน

หลายคนคงได้ติดตามอ่านบทความบนหน้าเว็บไซต์ของเราก็อาจจะคุ้นเคยกันดีกับบทความที่พูดถึงการวางแผนการเงิน  เคล็ดลับต่างๆ ทั้งเทคนิควิธีในการออม หรือแม้แต่แนวทางในการลงทุน หรือการเลือกใช้จ่าย ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกันหมดค่ะ  เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง จุดเริ่มต้นอยู่ที่การวางแผนนั่นเอง เรื่องความมีวินัย ความอดทนอดกลั้น ความสม่ำเสมอ อันนี้เรารู้กันอยู่แล้วว่าต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

แต่การวางแผนที่ดีนั้น เราจำเป็นต้องกำหนดให้ได้ค่ะ ว่าเราจะเริ่มเมื่อไหร่และต้องการเห็นผลจริงตอนไหน ? ฉะนั้นแล้ว แผนการเงินจึงต้องมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราจะทำแบบไม่มีขอบเขตเวลาชัดเจนมันจะทำให้เราไม่เห็นพัฒนาการเท่าไหร่นัก เราจึงอยากให้ทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ได้ลองคิดกันค่ะว่า ช่วงอายุเท่าไหร่  เราจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ (อาจจะหาตัวช่วย กระดาษกับปากกา ช่วยจด เป็นเส้นเวลาหรือตีเป็นตารางก็ได้ค่ะ) ถ้าได้คำตอบแล้ว เราจะมาแยกส่วนกันทีละอย่างไปค่ะ

การวางแผนการเงินให้ได้ผลจริงจะแบ่งออกเป็นช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน ดังนี้
  1. ช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน ภายใน 1 ปีนี้  เราจะตั้งเป้าหมายอะไรบ้าง เช่น จะเก็บออมเงินให้ได้หนึ่งแสนบาท , จะหางานให้ได้ , จะทำโบนัส,คอมมิชชั่นให้ได้ตามเป้าหมาย,จะลงเรียนคอร์สฝึกภาษาอังกฤษ,จะเรียนให้จบปริญญาตรี,จะไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น
  2. ช่วงเวลาภายใน 2-3 ปีข้างหน้า   เราจะเริ่มขยายเป้าหมายของเราให้ใหญ่ขึ้นอีก 1-2 ขั้น เช่น จะสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศให้ได้,จะก่อตั้งธุรกิจส่วนตัวเล็กๆของครอบครัว,จะทำขั้นเลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงาน,จะนำเงินไปลงทุนในหุ้น  เป็นต้น
  3. ช่วงเวลาที่มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ช่วงนี้จะเป็นช่วงวัยที่เราผ่านมรสุมชีวิตมามากมายแล้ว ประสบการณ์ที่เราสั่งสมมาจะช่วยให้เราตัดสินใจอะไรๆง่ายขึ้น และ ความฝันหรือเป้าหมายของเราจะชัดเจนขึ้น  เราจะพอรู้แนวทางว่าอะไรที่เราทำแล้วจะประสบความสำเร็จมากที่สุด  แล้วเราจะมุ่งเป้าไปกับมันมากยิ่งขึ้น เช่น  ขยายกิจการเพิ่ม,จะขยายฐานการส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน,เที่ยวรอบโลก เป็นต้น
เมื่อเราได้ช่วงเวลาที่ชัดเจนแล้วว่าภายในระยะเวลากี่ปี เราก็จะมาแยกย่อยกันค่ะว่า ในแต่ละเป้าหมายนั้น เราจะต้องได้ใช้เงินไปเท่าไหร่ ? อย่างบางคนอยากจะลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว ก็ต้องมาคิดต่ออีกว่า จะหางบในส่วนของเงินทุนนั้นมาจากไหน หรือ อยากเรียนต่อต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายคร่าวๆจะอยู่ที่เท่าไหร่  เราจะต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะครบตามค่าใช้จ่ายนั้นๆ ให้พยายามคิดคำนวณออกมา แล้วเราก็จะเห็นภาพรวมทั้งหมด ทีนี้เราก็จะนึกออกแล้วว่าเราพอที่จะทำอะไรให้เป็นรูปธรรมได้บ้าง  จากนั้นเราก็มาเรียงลำดับกันว่า ในแต่ละช่วงจะทำอะไรก่อน-หลังดี  โดยพิจารณาความสำคัญเป็นอย่างๆไป

สรุป เทคนิคการวางแผนการเงินให้ได้ผล นั้น จำเป็นต้องมี 4 อย่างต่อไปนี้  
  1. เป้าหมาย
  2. ระยะเวลา/ช่วงเวลา
  3. ค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะต้องจ่าย (เป็นตัวเลขเท่าไหร่?)
  4. มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
การวางแผนของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน  และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นในการวางแผนการเงินที่ดีก็คือ การสำรวจกำลังของตัวเอง จริงอยู่ที่ว่า เราวางเป้าหมายเราไว้ ว่าปีนี้เราจะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นอย่าลืมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยด้วยกัน  เพราะฉะนั้นอย่าลืมที่จะตรวจสอบตัวเอง โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้เงินที่เป็นตัวแปรสำคัญมาก  ถามตัวเองก่อนว่า มีรายได้เข้ามาในแต่ละเดือนนั้นเท่าไหร่ แล้วต้องจ่ายอะไรบ้างในแต่ละเดือน ตัวเองมีนิสัยการใช้เงินอย่างไร ? ฟุ่มเฟือยหรือไม่? ติดหรูหรือเปล่า? พฤติกรรมแย่ๆลดได้ไหม เปลี่ยนตัวเองได้หรือเปล่า  เป็นสิ่งที่ต้องให้คำตอบกับตัวเองให้ได้

แผนการเงินของเราอาจจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการของเราด้วยค่ะ  ถ้าเราทำสำเร็จได้เร็ว เราอาจจะมีเป้าหมายอื่นๆที่เพิ่มขึ้นจากที่คิดไว้ หรือเป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้น มีความยากกว่าที่คิดเราอาจจะต้องขยายเวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นต้น  แต่อย่างไรเสียก็ขอให้เรารู้ว่า แต่ละเป้าหมายแต่ละอย่างมีพัฒนาการอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง

หมั่นสำรวจเรื่อยๆว่าเจอปัญหาหรือมีอะไรติดขัดหรือไม่ ? ถ้ามี ก็ควรหาทางแก้ให้รอบคอบที่สุด เรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญ ฉะนั้นแล้วถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ควรเริ่มวางแผนการเงินกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การติดตามข่าวสารและบทความดีดีจากทางเว็บไซต์ของเราค่ะ
1462837244

อยากทำบัตรเครดิต ต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้

วันนี้เราจะได้ยินคำถามจากคนที่เพิ่งทำงาน หรือเด็กจบใหม่นั่นแหละว่า อยากมีบัตรเครดิต บ้าง จะเลือกทำบัตรเครดิตของธนาคารไหนดี ซึ่งก่อนที่จะตอบคำถามเหล่านี้ เราต้องแนะนำเรื่องที่ควรจะรู้ก่อนมีบัตรเครดิตให้รู้กันเสียก่อน เรามาดูกันดีกว่าว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เราควรจะต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจมีบัตรเครดิตสักใบ

เรามาทำความรู้จักกันอีกครั้งว่า บัตรเครดิต คือ บัตรที่ธนาคารออกมาให้เราไว้ใช้รูดซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าหรือกดถอนเงินสดไปได้ก่อน โดยธนาคารเจ้าของบัตรจะเรียกเก็บเงินทีหลัง ซึ่งเป็นจุดเด่นของบัตรเครดิตที่หลายๆ คนชอบกัน ดังนั้นหากเราไม่มีวินัยในการใช้บัตรเครดิตไปจับจ่ายใช้สอยแล้ว ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาหนี้สินพอกพูน และติดอยู่ในกับดักวังวนแห่งหนี้จนยากจะถอนตัวอย่างที่มีหลายๆ คนบ่นกันก็เป็นได้

ก่อนจะมีบัตรเครดิต

ก็ต้องตรวจสอบวินัยและนิสัยการใช้จ่ายเงินส่วนตัวกันเสียก่อน ถ้าหากเราไม่สามารถคุมการใช้จ่ายเงินของตัวเองไม่ได้ก็ไม่ควรที่จะมีบัตรเครดิตกัน จากนั้นก็ต้องให้เวลากันสักนิดในการเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบัตรแต่ละประเภทของแต่ละธนาคาร และก็เลือกสมัครบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์สอดคล้องกับรายได้และลักษณะการใช้จ่ายของเรา ที่ไม่ควรลืมคืออย่าทำบัตรหลายใบ ทำบัตรเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


ทีนี้เมื่อเราตัดสินใจจะ ทำบัตรเครดิต สักใบได้แล้ว

การเซ็นชื่อในใบสมัครต่างๆ ก็ต้องแบ่งเวลาสักนิดอ่านรายละเอียดกันสักหน่อย ซึ่งที่สำคัญก็มี แบบคำยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เพื่อขอตรวจสอบประวัติเครดิตจาก NCB หรือเครดิตบูโร เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์การให้วงเงินบัตรเครดิตที่เหมาะสมกับรายได้และค่าใช้จ่ายของเรา หากเราไม่เซ็นยินยอมเราก็อาจจะไม่ได้รับอนุมัติบัตรเครดิตจากธนาคารก็ได้ นอกจากนี้ใบสมัครบัตรเครดิตบางธนาคารก็อาจจะมีแบบคำขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารติดต่อแนะนำสินค้าอื่นๆ หรือให้ข้อมูลของเราแก่ผู้อื่น ซึ่งเราก็มีสิทธิเลือกที่เซ็นชื่ออนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ สุดท้ายที่สำคัญก่อนจะเซ็นชื่อในใบสมัครบัตรเครดิต ก็คือ บางธนาคารอีกเหมือนกันที่อาจจะมีใบคำขอสินเชื่อประเภทอื่นพ่วงมาด้วย เช่น คำขอมีบัตรกดเงินสด ใบคำขอสินเชื่อส่วนบุคคล การยินยอมให้ใช้วงเงินบัตรเครดิตไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายอื่น หรือการขอใช้บริการแจ้งเตือน SMS ซึ่งเราจะต้องอ่านให้ดีเพราะถ้าหากเราไม่ต้องการใช้บริการ เราก็ไม่ต้องเซ็นชื่อในส่วนนั้น เพราะว่าต้องมีค่าใช้จ่ายตามมาแน่นอน


และเมื่อได้บัตรเครดิตมาแล้วก็อย่าลืมที่จะอ่านเงื่อนไขต่างๆ ของบัตรด้วย เพราะมีบางบัตรอาจจะมีเงื่อนไขสำคัญซ่อนอยู่ก็เป็นได้ เช่น การยินยอมให้สถาบันการเงินหักเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตรที่มีอยู่กับธนาคารนั้น มาชำระหนี้ของผู้ถือบัตรได้ทันที ซึ่งหากบัตรที่มีเงื่อนไขแบบนี้หากเราเป็นหนี้บัตรเครดิตและมียอดค้งชำระ ทางธนาคารก็มีสิทธิที่จะหักเงินฝากของเราโดยที่ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าได้ทันที


คราวนี้ก็มาถึงตอนใช้บัตรเครดิตกันแล้ว

เมื่อเรานำบัตรเครดิตไปรูดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ เราจะต้องระลึกไว้เสมอว่าเราจะต้องจ่ายเงินให้ตรงเวลา เพราะหากจ่ายเงินคืนไม่ต้องเวลาเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 20% ต่อปีกันเลยทีเดียว แถมยังโดนคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินทั้งหมดที่จ่ายไปในครั้งแรกอีกต่างหาก เช่น ใช้บัตรเครดิตไปรูดซื้อของ 20,000 บาท ถึงกำหนดจ่ายเงินเราจ่ายด้วยขั้นต่ำ คือ 2,000 บาท จำนวนเงินที่ธนาคารจะใช้คิดดอกเบี้ยไม่ใช่ 18,000 บาท แต่จะเป็น 20,000 บาทที่เอาไปคิดดอกเบี้ยจนกว่าเราจะจ่ายเงินคืนหมดนั่นเอง


และเราควรที่จะต้องตรวจสอบรายการใช้จ่ายบัตรเครดิตจากใบแจ้งหนี้ทุกเดือนเพื่อดูว่ามีรายการจ่ายเงินที่ผิดปรกติเกิดขึ้นหรืเปล่า เพื่อที่เราจะได้แจ้งธนาคารให้ตรวจสอบและแก้ไขได้ทันที ก่อนที่เราจะต้องเสียเงินไปโดยที่ไม่จำเป็น และที่จะเน้นย้ำกันนอกจากเรื่องดอกเบี้ยจะถูกคิดด้วยอัตราที่สูงแล้ว หากเราจ่ายคืนเงินไม่ตรงกับกำหนดจ่ายชำระเงินก็จะทำให้เราเสียค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงถามหนี้ได้


สุดท้ายหากเรามีบัตรเครดิตมาแล้วและไม่ต้องการใช้อีกต่อไป

ก็เพียงแต่โทรไปยกเลิกการใช้บัตรเครดิตกับ Call Center ของธนาคารได้ทันที และที่สำคัญเมื่อยกเลิกบัตรไปแล้วก็อย่าลืมทำลายบัตรเครดิตใบนั้นด้วย เพราะหากเราทิ้งบัตรไปโดยไม่ทำลายเสียก่อนแล้ว เราอาจจะถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในบัตรเครดิตไปใช้โดยไม่ถูกต้องก็เป็นได้


ดังนั้นก่อนจะมีบัตรเครดิตสักใบคิดกันให้ดี เลือกที่ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของเราจริงๆ อย่าตัดสินใจมีบัตรเครดิตเพราะว่าดูดี ดูหรูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
1462752081

พ่อแม่อย่าละเลย 4 วิธีสอนลูกให้ประหยัด

หลายๆคนคงเคยอ่าน วิธีสอนลูกให้ประหยัด กันมาบ้าง แต่หลายๆคนบอกว่าสอนไปก็ยังไม่ได้ผล หรือ อ่านแล้วทำไม่ได้ วันนี้มีอีกแนวคิดมานำเสนอเผื่อว่าจะสามารถนำไปเป็นแนวทางให้ปรับใช้กันได้บ้างและวิธีการที่นำเสนอนั้นก็ไม่ยากอะไรเลยเพียงแค่

1.ปลูกฝังการออมตั้งแต่เด็ก

หลายๆคนคิดว่าควรเริ่มสอนตั้งแต่ตอนไหนดี ซึ่งจริงๆแล้วนั้นสามารถสอนได้ตั้งแต่เขาเริ่มรู้ความสิ่งที่สามารถสอนได้ง่ายๆคือ ให้เขารู้จักการหยอดกระปุก วิธีโบราณดั้งเดิมที่ยังใช้ได้ผล สอนให้เขารู้จักนำเงินหยอดกระปุก อธิบายง่ายๆว่านี่คืออะไร ทำไปเพื่ออะไร และมีประโยชน์อย่างไร เมื่อเขาโตขึ้นถึงวัยเข้าโรงเรียน การให้เงินค่าขนมก็แนะนำเขาว่าเหลือมาหยอดกระปุกด้วยนะ พูดกับเขาทุกวันเหมือนประโยคบอกเล่า เขาจะซึมชับไปเองโดยไม่ต้องบังคับและมันจะกลายเป็นสิ่งที่เขาจะทำทุกวัน


2.บอกถึงสถานะการเงินของครอบครัว

พ่อแม่หลายๆคนไม่บอกลูกว่าตอนนี้การเงินที่บ้านเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายในบ้านมีอะไรบ้าง เพราะกลัวลูกรับไม่ได้ กลัวลูกอายเพื่อน หลายๆคนไม่บอกและตามใจลูกอยากได้อะไรก็ให้อยากได้อะไรก็ให้ สิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายลูกเมื่อโตขึ้นเพราะประหยัดไม่เป็นและกลายเป็นคนเอาแต่ใจ ดังนั้นเมื่อลูกโตมากขึ้นพูดคุยรู้เรื่องไม่ต้องถึงอายุ 17-18 แค่ ป.1 เด็กๆก็รับรู้ได้ค่อยๆบอกเช่น ลูกอยากได้เสื้อผ้าใหม่ทั้งๆที่ของเก่ายังมีและใส่ได้ ก็อธิบายกับลูกว่า หากของยังใช้ได้จะซื้อทำไม ตอนนี้ต้องเก็บเงินไว้เพื่ออะไร ทำไมที่บ้านถึงต้องประหยัด ค่อยๆบอกเขาและหากพ่อแม่รู้จักการประหยัดเขาจะเห็นตัวอย่างและเขาจะทำตาม เขาจะรู้โดยอัตโนมัติว่าตอนนี้ครอบครัวอยู่ในสถานการณ์ไหนเขาควรทำอย่างไรและช่วยอะไรได้บ้าง เด็กๆสมัยนี้เรียนรู้ได้ไว บางคนมีความคิดดีๆมากกว่าที่ผู้ใหญ่จะนึกถึง


3.สอนให้รู้จักคุณค่าของเงิน

หลายๆครอบครัวไม่ค่อยสอนเรื่องพวกนี้ ไม่เคยบอกว่ากว่าพ่อแม่จะหาเงินมาได้นั้นเหนื่อยแค่ไหน ไม่ว่าจะทำงานเงินเดือนสูงหรือเงินเดือนต่ำ ทุกคนต้องแรงด้วยแรงกาย แรงใจ เพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัวดังนั้นการบอกเขาถึงที่มาของเงิน วิธีการทำงานของพ่อแม่ จะทำให้เขารับรู้ได้ว่าเงินที่เขาได้จากพ่อแม่นั้นมันคือของมีค่า เขาควรจะใช้อย่างระมัดระวังและประหยัด เพื่อที่พ่อแม่จะได้ไม่เหนื่อย


4.ปล่อยให้หาประสบการณ์ทำงาน

สำหรับเด็กโตที่เริ่มทำงานพาร์ทไทม์ได้ การปล่อยให้เขาไปทำงานโดยที่พ่อแม่มีส่วนช่วยแนะนำ จะทำให้เขารู้จักว่าการทำงานคืออะไร การหาเงินโดยสุจริตต้องทำแบบไหน กว่าจะได้เงินมามันลำบากอย่างไร อย่างเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน  ปล่อยให้เขามีประสบการณ์โดยที่พ่อแม่มีส่วนรับรู้ ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาและเมื่อได้เงินมา เงินที่เขาได้ควรให้เขาใช้อย่างเต็มที่ ไม่ควรไปขอแบ่งมาเก็บหรืออะไรทั้งนั้น เพราะมันเป็นการทำงานครั้งแรกของเขาให้เขาได้ภูมิใจว่าหาเงินเองได้แล้ว พ่อแม่แค่ชี้นำว่าควรใช้อย่างไร เพราะเด็กวัยนี้ถือว่ามีความคิดมีวุฒิภาวะมีความรับผิดชอบแล้ว พ่อแม่แค่แนะให้เขาทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น อย่าบังคับว่าเงินที่ได้มาต้องทำแบบนี้ หรือต้องเอามาให้พ่อแม่ เพราะเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่เมื่อทำงานได้เงินมามีจำนวนไม่น้อยที่ให้พ่อแม่เองโดยไม่ต้องขอ บางคนก็ซื้อของที่อยากได้โดยไม่รบกวนพ่อแม่ บางคนเก็บไว้เป็นค่าขนมไปเรียน บางคนช่วยพ่อแม่จ่ายค่าเทอมให้ตัวเองด้วยซ้ำ


จากที่กล่าวมาเป็นแนวทางที่ทำได้จริงและสามารถนำไปปรับให้เข้ากับครอบครัวของแต่ละคนประยุกต์ให้เข้านิสัยของลูกๆ สอนเขาอย่างใจเย็นรับรองว่าสิ่งที่พ่อแม่อยากให้เห็นว่าเขาเป็นคนรู้จักค่าของเงินเป็นคนประหยัดนั้นเขาทำได้แน่นอนหากพ่อแม่เข้าใจทีสอนและบอกเขา
1462493266

วิธีวางแผนการเงิน แบบใช้ได้ตลอดชีวิต

สภาวะสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคที่ต่างก็พากันขึ้นราคามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนและพ่อค้าแม่ค้า หรือแม้กระทั่งในนักธุรกิจรายใหญ่ ก็ล้วนแล้วแต่จะต้องมีการบริหารการเงินที่เป็นการดูแลการเงินให้มีความเรียบร้อยและรอบคอบเข้าไว้ก่อนในกรณีที่ฉุกเฉินเมื่อต้องมีการใช้เงินในอนาคต

การวางแผนทางการเงิน ถือว่าเป็นข้อที่ควรจะปฏิบัติเป็นอย่างแรกที่ทุกคนสมควรที่จะต้องทำ ทั้ง วิธีวางแผนการเงิน ของตัวเองและครอบครัวให้มีความเหมาะสม ประกอบไปด้วยการสำรวจตัวเอง การกำหนดเป้าหมาย การจัดส่วนของการบริหารเงิน โดยจะต้องมีการจัดงบดุลในการคุมเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว ที่จะต้องมีการรวบรวมตัวเลขรายได้ที่มีอยู่ทั้งหมด, รวบรวมและจดบันทึกรายจ่ายในแต่ละเดือน ว่าจะต้องมีการใช้จ่ายไปกับเรื่องใดบ้าง คาดคะเนรายจ่ายที่มีอยู่ในอนาคต เพื่อทำสรุปงบประมาณ แล้วตั้งเป็นงบดุลเงินสด ติดตามการใช้จ่ายและการปรับปรุงงบประมาณ

มื่อเข้าสู่ วิธีวางแผนการเงิน ก็ต้องเริ่มที่จะมีการออม โดยที่การออมนั้นควรที่จะมีการแยกบัญชีเงินฝากออกมาเป็น 3 บัญชี ได้แก่

  • บัญชีการใช้จ่ายเผื่อยามฉุกเฉิน
  • บัญชีเงินออม
  • ตัวบัญชีเพื่อการลงทุน

การบริหารหนี้สินก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะสามารถหนีกับดักทางการเงิน เป็นไปตามสุภาษิตว่าการไม่มีหนี้ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งตัวหนี้นั้นก็มีทั้งแบบ หนี้ดีและหนี้ฟุ่มเฟือย ที่จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์วิธีการที่ดีที่สุดในการลดหนี้ คือ การที่พยายามใส่เงินในจำนวนมากที่สุด โดยที่จะไม่กระทบกับรายจ่ายประจำที่จำเป็นเพื่อเป็นการชำระหนี้สินที่ถูกคิดดอกเบี้ยเอาไว้แพงที่สุด


การวางแผนเพื่อการประหยัดภาษี ก็เป็นวิธีการง่าย ๆ ที่สรรหาคำตอบของการลดหย่อนภาษี ที่ประกอบไปด้วย ดอกเบี้ยการกู้ซื้อบ้าน เงินบริจาค และการทำประกันชีวิต เป็นต้น และการวางแผนทางการเงินของคู่สมรสที่จะต้องมีแผนทางการเงินในอนาคตที่มีระยะยาวถึง 10 ปี และสามารถที่จะจัดแยกเงินออกมาเป็นหลายบัญชี ตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินในแต่ละประเภท


ถ้าต้องการหรือจำเป็นที่จะต้องมีการใช้รถยนต์ ก็ต้องมีแผนในการซื้อรถยนต์ ที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อรถก็ไม่ควรที่จะเกินอัตรา 15% ของรายได้ของครอบครัวเพื่อที่จะไม่เกิดสภาวะการใช้เงินหรือภาระการผ่อนส่งที่เกินตัว ส่วนของแผนการเงินเพื่อการซื้อบ้านก็ให้เลือกโครงการที่ดีที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำสุด กู้เงินให้น้อยที่สุดและมีการผ่อนชำระให้เร็วที่สุดอีกด้วย


และเมื่อต้องมีลูกก็ต้องมีแผนการเงินเพื่อการมีลูก โดยให้เริ่มจากการสำรวจค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการคลอดบุตร และค่าเลี้ยงดูบุตรต่อเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้สามารถที่จะจัดการได้ คือ เมื่อพอเริ่มที่จะตั้งครรภ์ก็ต้องเริ่มที่จะเก็บเงิน และบริหารเงินที่ดี และยังต้องมีแผนการเงินเพื่อการศึกษาของลูก ต้องคำนวณหาค่าเล่าเรียนที่ต้องคิดจากตัวค่าเงินในปัจจุบันและอนาคต โดยให้รวมอัตราการเพิ่มของค่าเทอมหรือเงินเฟ้อเฉลี่ยไปต่อปีที่ประมาณ 5% เข้าไปด้วย แผนการเงินในการเกษียณก็จะต้องมีการคำนวณ ที่เมื่อตอนเกษียณต้อมีการคำนวณด้วยการเอา 1 หารด้วย 10 แล้วนำเอามาคูณด้วยอายุปัจจุบัน และคูณรายได้ทั้งปี ถ้ามีเงินออมที่น้อยกว่าที่คำนวณได้ ก็ต้องมีการเก็บเงินในสัดส่วนที่มากยิ่งขึ้น จึงจะสามารถพอต่อค่าใช้จ่ายในอนาคตได้


นอกจากนี้ยังมีวิธีการคิดในการแบ่งเงินเอาไว้สำหรับการใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน และกันเอาไว้สำหรับสร้างหลักประกันที่เรียบร้อยแล้ว เงินที่เหลือจะเป็นเงินในส่วนที่นำเอามาลงทุนได้ ซึ่งก็จะเป็นประเภทของบริหารเงินการลงทุน ที่มีตั้งแต่ตัวหุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวมและตัวเงินฝาก การลงทุนเหล่านี้ผู้ลงทุนจะต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนในทุก ๆ ครั้ง การจัดการเงินออมในแต่ละเดือนให้กลายเป็นเหลือเก็บก่อนค่อยเอาไปใช้ หรือเหลือจ่ายก่อนค่อยเอาไปเก็บ จะมีการจัดขึ้นมาเป็นสมการที่น่าสนใจของการออมเงินที่ต้องลองมาดูว่าการออมแบบใดที่จะเหมาะสมกับตัวเอง คือ


รายได้ – เงินออม = รายจ่าย (เหลือเก็บแล้วก็ค่อยเอาไปใช้)
รายได้ – รายจ่าย = เงินออม (เหลือจ่าย ค่อยเอาไปเก็บ)

สมการการออมเงินที่ดีต้องเป็นไปในรูปแบบแรก คือ การหักออมเอาไว้ก่อน ที่เหลือจึงค่อยนำไปใช้จ่ายได้ตามที่ต้องการ เพื่อที่จะกันเงินสำหรับการออมที่ทีอยู่อย่างสม่ำเสมอในแต่ละเดือน แต่สำหรับคนที่มีการมองหาความมั่งคั่ง สมการนี้ก็ถือว่ายังไม่มีความเพียงพอ ต้องเลือกเป็นรูปแบบของสมการเศรษฐีแทนนั่นคือ

รายได้ – เงินออม – เงินลงทุน = รายจ่าย

โดยหลังจากการหักเงินออมแล้ว ยังจะต้องมีการแบ่งเงินในส่วนหนึ่งไว้สำหรับลงทุนด้วย เพื่อให้เงินเป็นตัวทำงาน เงินที่ทำการลงไปจะได้งอกเงยขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ก่อนที่จะทำการลงทุน ก็ควรที่จะต้องมีการสำรวจตนเองเพื่อที่จะดูว่า สามารถที่จะยอมรับต่อความเสี่ยงในการลงทุนนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ปัจจุบันเหล่าสถาบันทางการเงินต่าง ๆ มีรูปแบบของการทดสอบในการวัดระดับความเสี่ยงสำหรับลูกค้าก่อนการตัดสินใจในการลงทุนก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการเลือกวัดระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละรายจะสามารถยอมรับได้ และเลือกประเภทของการลงทุนที่มีความเหมาะสมให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายในการลงทุน พร้อมความเหมาะสมของการลงทุนในแต่ละคน


1462324588

ทำ 3 อย่างนี้ มีเงินออม แน่นอน

การมีเงินออมถือได้ว่ามีการสอนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ทำยังไงก็ยังไม่มีเงินออมกับคนอื่นสักที เรามาดูแนวทางการออมเงินที่ไม่ยาก ทำแค่ 3 อย่างนี้รับรองมีเงินออมแบบคนอื่นๆ ได้แน่นอน

อันดับแรกคือ ออมทันทีเมื่อมีรายรับเข้ามา

ซึ่งหลายๆ คำแนะนะก็คือ เราจะต้องแบ่งรายรับของเราเป็น 4 ส่วนก่อน แล้วแบ่งเงินออกมา 1 ส่วนสำหรับฝากเข้าบัญชีเงินออมของเรา หลังจากนั้นก็ค่อยเอาไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งวิธีการออมก็มีหลากหลายวิธี เช่น หยอดเงินใส่กระปุกพอได้จำนวนหนึ่งก็เอาไปฝากธนาคาร หรือเอาไปซื้อสลากออมสิน สลากออมทรัพย์ก็ได้ ที่นอกจากจะได้ดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนอยู่แล้ว ยังอาจจะได้โชคจากการถูกรางวัลเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้


เทคนิคในการออมเงินง่ายๆ และได้ผลก็คือ เราต้องเลือกประเภทการออมที่ถอนยาก เช่น การเปิดบัญชีเงินฝากประจำ ทำเรื่องให้มีการหักเข้าบัญชีเงินฝากประจำแบบอัตโนมัติเพื่อที่จะช่วยให้เราออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือ บัญชีเงินออมไม่ควรเป็นบัญชีเดียวกับเงินเดือนหรือบัญชีที่สามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา ด้วย 3 เทคนิคการออมเบื้องต้นนี้ ก็จะทำให้เรามีวินัยในการออมเงินไปโดยปริยาย ต่อมาเราก็ต้องไม่ลืมเรื่องระยะเวลาด้วยตามคำพูดทีว่า เริ่มออมก่อนก็รวยก่อน เพราะจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากผลของดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งถ้าหากใครเคยเป็นหนี้มาก่อนก็จะรู้ว่าดอกเบี้ยทบต้นทางฝั่งหนี้สินนั้นมันมากมายแค่ไหน ในทางกลับกันดอกเบี้ยทบต้นทางฝั่งเงินออมก็ได้จำนวนที่มากพอดูเหมือนกัน


สองที่เราจะต้องทำ คือ ตั้งเป้าหมายในการออมเงินให้ชัดเจน

เพื่อที่จะทำให้รู้ว่าเราจะออมเงินไปเพื่ออะไร ต้องการจำนวนเงินเท่าไร และจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเงินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วล่ะ การออมเงินก็ดูเหมือนจะเลื่อนลอยและนั่นก็จะให้เกิดสภาวะที่แบบออมก็ได้ไม่ออมก็ได้ และก็จะกลายเป็นว่าเราไม่มีเงินออมสักที ดังนั้นเป้าหมายในการออมต้องมี เอาแบบง่าย 4 ขั้นตอนสำหรับการเขียนเป้าหมายเงินออมของเรา


เป้าหมายของการออมเงินอันดับต้นๆ ที่เราควรจะมีกันก็คือ การออมเงินเพื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ต่อจากนั้นเราก็จะต้องรู้ด้วยว่าจะออมด้วยจำนวนเงินเท่าไรถึงจะเพียงพอ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วส่วนใหญ่จะแนะนำให้เท่ากับ 6 เท่าของรายจ่ายประจำของเรา เช่น เรารวบรวมรายจ่ายของเรามาทั้งหมดแล้วมีรายจ่ายประจำทั้งหมดเดือนละ 12,000 บาท

  • ดังนั้นเงินออมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินของเราจึงจะต้องเป็น 6 เท่าของ 12,000 บาท หรือ 72,000 บาท
  • จากนั้นเราก็ต้องมากำหนดระยะเวลาว่าจะใช้เวลานานเท่าไรถึงจะมีเงินออมได้ ซึ่งอาจจะเป็น 12 เดือนหรือ 18 เดือนก็ว่ากันไปแต่ก็อย่ากดดันตัวเองจนทำไม่ได้แล้วจะพาลท้อถอยกัน
  • จากตัวอย่างนี้เอาแบบสบายๆ ก็ขอใช้เวลาสัก 18 เดือน ก็จะตกเดือนละ 4,000 บาท ก็จะทำให้เรามีเงิน 72,000 บาทได้แล้ว
  • แต่อย่าลืมว่าเราจะต้องบอกตัวเองด้วยว่าเราจะเอาเงิน 4,000 มาเก็บออมได้ยังไง เช่น จะหักบัญชีแบบอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนของตัวเอง ทุกวันที่เงินเดือนออกเข้าบัญชีเงินฝากประจำ
ก็ถือว่าการตั้งเป้าหมายเงินออมของเราเรียบร้อยแล้ว 4 คำถาม คือ เก็บออมเพื่อ ออมเงินกี่บาท ใช้เวลาออมเท่าไร และจะออมอย่างไร 4 ข้อเท่านั้น

อันดับสามเรื่องสุดท้ายที่จะทำให้เรามีเงินออมได้ก็คือ ต้องรู้จักเรียนรู้เรื่องการลงทุน

เพื่อให้เงินออมของเรามีผลตอบแทนที่งอกเงยมากขึ้น เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าการฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียวผลตอบแทนอาจจะไม่มากนัก หากเราเรียนรู้วิธีการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ก็จะอาจจะช่วยให้เรามีเงินออมตามเป้าหมายได้เร็วขึ้นและอาจจะมากกว่าที่ตั้งไว้ก็เป็นได้


สรุปแล้วถ้าเราทำ 3 อย่างนี้เราจะมีเงินออมแน่นอน คือ หนึ่งแบ่งเงินมาออมทันทีที่มีรายได้เข้ามา สองตั้งเป้าหมายในการออม และสุดท้ายคือเรียนรู้เรื่องการลงทุน แต่สุดท้ายจริงๆ คือ อ่านจบแล้วต้องลงมือทำ เพราะถ้าอ่านจบแต่ไม่ทำเงินออมก็ไม่มาเหมือนกันนะ

- 1 - - 2 - - 3 - - 4 - - 5 - - 6 - - 7 - - 8 - - 9 - - 10 - - 11 - - 12 -