เคล็ดลับการเงิน

1464733362

รวยอย่างไรถึงเรียกว่าฉลาดและยั่งยืน

มนุษย์เงินเดือนบางคนอาจจะรู้สึกแปลกใจหรือสงสัย ว่าทำไมทำงานอย่างไรก็ไม่รวยสักที พยายามที่จะเก็บออมก็ออมไม่อยู่ ลงทุนไม่เป็น เข้าไม่ถึงแหล่งที่เรียกว่าเงินทุน สารพัดปัญหาที่คิดอย่างไรก็ไม่ตก บางคนขยันตั้งใจทำงาน สู้อดออมมัธยัสถ์แทบตาย แต่กลับไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งยังมีหนี้สินเพิ่มกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก แต่กลับอีกคนที่แทบไม่ต้องทำอะไรเลย ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ จนแทบไม่ต้องทำงาน แต่กลับสามารถที่จะมีเงินกิน เงินใช้และเงินเก็บที่มากกว่า จนเป็นเรื่องที่อาจจะโทษฟ้าดินว่าทำไมถึงไม่ยุติธรรม ทั้งที่ความจริงแล้วก็อยู่ที่ความคิดเท่านั้น ถ้าสามารถที่จะเลือกการลงทุนทางการเงินที่เหมาะสมกับตัวเองได้ทันเวลา คำว่าร่ำรวยก็จะไม่ไกลเกินกว่าที่คิดเอาไว้ และยังสามารถที่จะสร้างฐานะได้อย่างร่ำรวยง่าย ๆ ด้วยความคิด แบบที่มักจะมีคนพูดว่า แค่เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยนนั่นเอง

มนุษย์เรามักจะไขว่คว้าเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของตัวเองและชีวิตของคนในครอบครัวหรือคนที่รัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์มาอยู่แล้วโดยปกติ และไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่หลายคนก็คงคิดว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถร่ำรวยได้อย่างชาญฉลาดและมีความยั่งยืนมากที่สุด โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะล้มกลางคัน สามารถที่จะมีแผนสำรองที่ 2 หรือ 3 ที่จะช่วยพยุงตัวและลดความเสี่ยงของชีวิตได้ดีที่สุด ซึ่งถ้าต้องการจะเรียนรู้ความรวยที่ฉลาดที่สุด ก็ควรที่จะทำความรู้จักกับบรรดาเศรษฐีทั้งหลายที่มีชื่อเสียงก่อน ซึ่งการทำความรู้จักนี้คือการรู้จักเรื่องของความคิด การกระทำและสิ่งที่ทำให้เศรษฐีเหล่านี้มีความแตกต่างไปจากคนธรรมดา หาหนังสือหรือความรู้ทางโลกโซเชี่ยลให้เป็นประโยชน์ แล้วอาจจะได้ข้อคิดดี ๆ ไอเดียบรรเจิด ที่สามารถทำให้รู้จักหรือเข้าใจศักยภาพของตัวเองมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้งานเขียนของทาง ที.ฮาร์ฟ เอเคอร์  เจ้าของผลงานเคล็ดลับทำใจให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน การคุมเกมสร้างความมั่งคั่ง ได้มีแนวคิดของคนที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเศรษฐีตัวจริง ออกมาสรุปให้อ่านได้อย่างเข้าใจง่าย ๆ คือ ความคิดที่ว่าคนรวยจะมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนทำและคิด พร้อมเชื่อมั่นตลอดเวลาว่าตัวเองสามารถที่จะสร้างชีวิตได้ที่ต้องการได้อย่างแน่นอน

คนที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวมาได้จนรวย มักจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่เคยพอใจกับคำว่าเงินทองที่มีอยู่เต็มไปไหมด แต่จะพอใจกับความสำเร็จในการทำงานมากกว่า ไม่เคยคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่นแต่จะพึ่งตัวเองก่อนเป็นหลัก และมีความเชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างสูงที่จะเชื่อว่าตัวเองทำได้ในทุก ๆ งานที่คิดออกมา และที่สำคัญคือเศรษฐีเหล่านี้จะลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด จะไม่พึ่งพาใครทั้งสิ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เหล่าผู้ที่เป็นเศรษฐีทั้งหลายถึงได้เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้าน การสร้างเงินมากกว่าการใช้เงิน และมักจะเป็นผู้ที่มีแรงผลักดันจากการที่ตอนเด็ก ๆ ไม่ได้มีฐานะ หรือเป็นผู้ที่ต้องการฐานะที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ทางครอบครัวเองก็มักจะสนับสนุนต่อความคิดและการลงมือทำอีกด้วย

จึงยิ่งทำให้เกิดเป็นความมั่นใจ และถ้าสังเกตให้ดีก็จะรู้ว่าคนที่มีแววเป็นเศรษฐีจะเป็นคนที่มีหัวเป็นพ่อค้าหรือแม่ค้ามาตั้งแต่เด็กทั้งยังเป็นคนที่มุ่งมั่นในการทำมาหากิน ไม่ต้องดูใครไกลดูที่เจ้าของแบรนด์สาหร่ายคนดัง อย่างแบรนด์เถ้าแก่น้อย ที่เป็นคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างฐานะตัวเองให้ร่ำรวยมาตั้งแต่เด็ก และก่อนที่จะมาเป็นการขายสาหร่าย ก็เคยผ่านการขายของมาอย่างมากมายนั่นเอง พยายามที่จะหารายได้จากทุกช่องทางการทำเงิน และคนเหล่านี้ก็มักจะมีความอดทนที่สูง ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเท่านั้น เพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ


อีกหนึ่งอย่างที่ต้องคิดคืออายุไม่ใช่อุปสรรคที่จะต้องกลัว

เพราะอย่างเช่น คุณวอเรน บัฟเฟตต์เองกว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็อายุไม่น้อยเลยเช่นกัน ประสบการณ์ชีวิตและความรู้ หรือแม้กระทั่งความคิดของคนเราไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าอายุน้อยรวยแล้วถึงจะดี แต่อายุมากก็ยังสามารถมีทางรวยได้ ตรรกะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะชี้วัดได้ จึงไม่ควรที่จะเอาข้อแตกต่างนี้เป็นตัวตัดสินคุณค่าและประสิทธิภาพของตัวเอง เรื่องเล็กเรื่องน้อยที่ไม่เป็นสาระก็ให้มองข้ามไปได้ ถ้าคิดจะรวยก็ต้องคิดการใหญ่ ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับเหล่าเศรษฐี มีแต่ความคิดว่าทำอย่างไร มีข้อมูลตรงไหนที่ยังขาดไป และแรงกระตุ้นที่ทำให้แอคทีฟตัวเองขึ้นมาทำสารพัดเรื่องอย่างกระฉับกระเฉงและดูตื่นเต้นไปกับงาน โครงการ และความคิดของตัวเองอย่างมาก


ความคิดบวกเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญของผู้ที่มีแววรวย และเป็นวิธีคิดไปสู่ความรวยที่ชาญฉลาด ทำให้เกิดเป็นแรงผลักดันที่ดีให้กับตัวเอง เพราะคนที่จะรวยนั้นจะมองทุกปัญหาที่มีอยู่เป็นโอกาส เป็นแนวทางที่สามารถนำเอามาปรับใช้และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชีวิต ความท้อมีแต่น้อยกว่าการสู้แบบเต็มกำลัง และจะไม่รอเวลาอย่างเด็ดขาด เมื่อผ่านการคิดไตร่ตรอง และการศึกษาจนรู้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็จะเริ่มลงมือทำให้เป็นรูปเป็นร่างทันที และเมื่อเป็นคนที่คิดบวกและลงมือทำทันที จึงสามารถที่จะเป็นเร็ว รู้เร็ว และรวยเร็วในที่สุดนั่นเอง
1464644927

รวม วิธีโกงทางออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของเงินในบัญชี

เมื่อทุกวันนี้การทำรายการทางธนาคารออนไลน์นั้นเป็นสิ่งทีนิยมใช้กัน เพราะสะดวกและรวดเร็ว สามารถทำที่ไหน เวลาไหนก็ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นจึงทำให้เหล่ามิจฉาชีพทั้งหลายใช้เป็นช่องทางในการหากินที่บางครั้งก็ทำให้สูญเสียเงินไปไม่น้อยกันเลย ทั้งที่เป็นการทำรายการผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน โดยเป็นการหลอกเอา username และ password ของเราเพื่อนำไปใช้ในการทำคำสั่งโอนเงินจากบัญชีของเราไปเข้าบัญชีของมิจฉาชีพ เพราะฉะนั้นเรามาเรียนรู้การโกงออนไลน์ต่างๆ และวิธีการป้องกันดีกว่า ซึ่งอาจจะมีหลายๆ คนรู้จักอยู่แล้วแต่เรามาลองรื้อฟื้นความจำ วิธีโกงทางออนไลน์ กันอีกที

หลอกให้ติดตั้งมัลติแวร์ในคอมพิวเตอร์

ถ้าเราสังเกตให้ดีเวลาที่เราเข้าไปใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ และมีแมสเซสบ๊อกซ์ว่า “คุณคือผู้โชคดี คลิก ที่นี่เพื่อรับรางวัล” เมื่อมีการเชื่อในข้อความนั้นก็จะคลิกเข้าไปเจอหน้าจอที่ให้กรอกข้อมูลการใช้งานธนาคารออนไลน์ ซึ่งหน้าจอนี้จะเป็นลิงค์ของมัลติแวร์ที่ทำให้หน้าจอที่เราใช้งานเหมือนกับของคนโกงนั่นเอง โดยหน้าจอนี้จะหลอกให้เรากรอกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการบัญชีธนาคารออนไลน์ที่เราใช้งานอยู่ และจะหลอกว่าเป็นการรับเงินผ่านบัญชีธนาคาร ถ้าหากเรากรอกข้อมูลผ่านหน้าจอนี้ก็จะไปแสดงที่หน้าจอของมิจฉาชีพ เพื่อนำไปใช้ทำรายการออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของธนาคารจริงๆ เพื่อโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของเราทันที วิธีนี้ถ้ามิจฉาชีพไม่ได้รหัสผ่านชั่วคราว หรือ One Time Password ก็ไม่สามารถทำรายการให้สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในการโกงแบบนี้ก็จะหาช่องทางหลอกให้เราต้องกรอกรหัสผ่านชั่วคราวด้วย


หลอกให้ติดตั้งมัลติแวร์ในสมาร์โฟนหรือแท๊ปเลต

จะมีลักษณะการโกงคล้ายกับมัลติแวร์ในคอมพิวเตอร์ คือ หลอกให้เราติดตั้งแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนหรือ แท๊บเล็ต เพียงแต่ไม่ต้องหลอกขอรหัสผ่านชั่วคราวหรือ One Time Password เพราะมิจฉาชีพจะส่งเป็นลิงค์ผ่าน SMS หรือ e-mail ให้เราคลิกเพื่อติดตั้งและเปิดใช้งานมัลติแวร์ในสมาร์ทโฟนหรือแท๊บเล็ต จากนั้นก็จะให้เราใช้ username และ password ในหน้าจอที่คล้ายกับแอพพลิเคชั่นของธนาคารออนไลน์ของจริง ซึ่งเมื่อเราเลือกทำรายการต่อ มัลติแวร์ก็จะทำให้เครื่องสมาร์ทโฟนของเราค้างและใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้เราไม่ได้รับ SMS แจ้งรหัสผ่านชั่วคราวจากธนาคาร แต่รหัสผ่านนั้นจะถูกส่งไปให้กับมิจฉาชีพแทน


ปลอมแปลงอีเมล์หรือเว็บไซต์ปลอมในการหลอกขอข้อมูล

วิธีการนี้จะเป็นการสร้างอีเมล์ปลอมขึ้นมาให้เหมือนกันอีเมล์ของธนาคาร โดยมีการอ้างว่าจะทำการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย และมีการหลอกให้เรายืนยันการใช้งานบัญชีธนาคารออนไลน์ผ่านการกรอกข้อมูลในอีเมล์หรือให้คลิกลิงค์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ธนาคารออนไลน์ที่ทำปลอมขึ้นมา เพื่อให้เรากรอก username และ password หลังจากนั้นข้อมูลของเราก็ถูกนำไปแอบอ้างเป็นเจ้าของบัญชีและส่งคำสั่งโอนเงิน ต่อจากนั้นก็จะมีหน้าจอเพื่อหลอกให้เราใส่รหัสผ่านชั่วคราว ที่จะนำรหัสผ่านนั้นไปทำรายการโอนเงินให้สำเร็จ


และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เราถูกหลอกจากอีเมล์ปลอมหรือเว็บไซต์ปลอม หากเราได้รับ e-mail จากธนาคารมาในลักษณะที่มีการปรับปรุงระบบและขอให้กรอกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน เราก็ควรจะโทรกลับไป call center ของธนาคารให้แน่ใจก่อนที่เข้าไปทำรายการ และจุดสังเกตอีกอย่างสำหรับดูว่าเป็นเว็บไซต์จริงหรือปลอมก็ให้สังเกตว่ามีรูปกุญแจอยู่หน้าชื่อของเว็บไซต์ และชื่อเว็บไซต์จะต้องขึ้นด้วย “htpps:\\www. ….” เพราะเป็นการแสดงได้ว่าเว็บไซต์นี้ผ่านการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยในการเข้าใช้งานแล้ว


มื่อรู้จักการโกงทางออนไลน์แล้วเรามาดูวิธีการป้องกันไม่ให้ถูกโกงทางออนไลน์กันเรื่องง่ายๆ ที่จะต้องทำกันก็คือ การตั้ง username และ password จะต้องไม่ง่ายต่อการเดามากเกินไป เช่น วันเดือนปีเกิด เวลาไปทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ไม่ควรใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตามอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ควรจะใช้เครื่องของตัวเองหรือเครื่องที่น่าเชื่อถือเท่านั้น จำกัดวงเงินในการทำรายการผ่านธนาคารออนไลน์ และหากสงสัยในการทำรายการทางออนไลน์ต่างๆ ก็ควรที่จะติดต่อกลับไปยังธนาคารที่เราทำรายการก่อนที่จะดำเนินการต่างๆ
1464577369

8 วิธีทำให้ ระบบการเงินในบ้านลงตัว มากยิ่งขึ้น

8 วิธีวางแผนการเงินให้กับคนในครอบครัวดังต่อไปนี้จะทำให้คุณมีแผนการเงินให้กับครอบครัวของคุณได้ และทำให้คุณสามารถมีครอบครัวที่สามารถจัดการกับปัญหาการเงินได้ด้วยล่ะ มาสำรวจกันเลยดีกว่าว่าวิธีการแบบไหนบ้างที่ช่วยให้คุณมีระบบการเงินที่ดีบ้าง

  1. สำรวจว่าแหล่งเงินนั้นมาจากที่ไหนบ้าง เพราะคุณจะได้ทราบว่าเงินจำนวนที่ได้มานั้นจะสามารถเก็บออมได้อย่างไร ถ้าหากว่าคุณไม่ทราบก็ให้เริ่มสำรวจได้เลย โดยแต่ละคนในบ้านนั้นอาจจะไม่รู้ว่าการทราบแหล่งของรายได้นั้นจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนเรื่องการนำเงินเอาไปลงทุนได้ ซึ่งบางครั้งคุณได้รับเงินมาแต่ไม่ทราบว่าได้มาจากที่ไหนก็จะทำให้คุณใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายได้เหมือนกัน โดยการใช้จ่ายแบบไม่รู้ตัว จ่ายเงินออกจากกระเป๋าแบบเพลินๆ นั้นจะเป็นผลเสียในตอนที่คุณไม่มีรายรับกระทันหันได้
  2. จำกัดรายจ่ายให้อยู่หมัด มันก็ใช่อยู่ที่ว่าแต่ละครอบครัวนั้นจะต้องมีรายจ่ายอยู่แล้ว แต่มันไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณจะสามารถจัดการกับรายจ่ายนั้นได้อย่างไร เพราะรายจ่ายนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้เสมอ บางครอบครัวอาจจะมีหนี้สิน แต่คุณก็จะต้องวางแผนว่าจะต้องใช้จ่ายออกไปอย่างไรเพื่อให้หนี้สินนั้นลดน้อยลงไปมากที่สุด แล้วในที่สุดคุณก็จะได้วิธีการกำจัดหนี้ให้หมดไปได้ เพราะการรู้จักจำกัดรายจ่ายนั่นเอง โดยเฉพาะคนที่มักจะมีปัญหาเงินหมดตั้งแต่ต้นเดือน คุณจำเป็นที่จะต้องจำกัดเรื่องของรายได้มากที่สุดเลยล่ะ
  3. ตั้งเป้าหมายการเงินให้แม่นยำ ตัวอย่างของการตั้งเป้าหมายการเงินนั้นคุณอาจจะไม่เข้าใจซักเท่าไหร่ เราจะมาอธิบายกันให้เห็นภาพกันอย่างชัดเจนก็คือการที่คุณรู้ว่าคุณจะเก็บเงิน ออมเงินหรือใช้เงินไปเพื่ออะไรบ้าง อย่างเช่น คุณเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน คุณก็จะต้องเก็บให้ได้ตามที่คุณวางแผนเอาไว้ให้ได้ ไม่หยิบยืมมาจากธนาคารหรือว่าคนรู้จักเพื่อเอามาซื้อบ้านโดยเด็ดขาด เพื่อจะได้ไม่เป็นหนี้สิน โดยการตั้งเป้าหมาย และทำให้ได้ตามที่เป้าหมายนั้นย่อมทำให้คุณไม่มีหนี้สินส่วนเกินออกมาได้
  4. มีการทำงบการเงินหรือทำบัญชีให้เห็นว่าสถานะทางการเงินของครอบครัวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่คุณทำงบการเงินออกมา งบนี้จะช่วยรายงานได้ว่าคุณใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง รวมถึงทำให้คุณสามารถคาดเดาได้ว่าสถานะการเงินของคุณนั้นจะเป็นอย่างไรในอนาคต เพราะตัวเลขของการเงินนั้นจะรายงานคุณได้ทั้งหมด โดยคุณสามารถนำงบการเงินนี้ไปวางแผนเรื่องการเงินในส่วนต่างๆ ของครอบครัวได้อีกด้วยเช่นกัน เห็นไหมล่ะว่าประโยชน์ของการทำงบการเงินนั้นมันมากกว่าที่คุณคิดเอาไว้ซะอีก
  5. เมื่อไหร่ที่มีหนี้สินให้คุณจัดการกับมันซะ เรื่องที่เป็นที่น่าปวดใจ และทำให้คุณห่วงหน้าผะวงหลังอยู่ตลอดเวลาได้นั้นก็คือการมีหนี้สินของครอบครัวนั่นเอง เพราะคุณจะต้องหาเงินมาหมุน หรือหาเงินมาจับหน้าใส่หลังให้ผ่านไปให้ได้ โดยให้คุณจัดการว่าจะต้องใช้จ่ายหนี้สินนี้ให้หมดภายในกี่เดือนหรือว่ากี่ปีให้ชัดเจน แล้วทำตามแผนที่วางเอาไว้ให้ได้ เพราะการวางแผนเรื่องหนี้สินนั้นจะทำให้คุณหมดหนี้ไปง่ายกว่าการจ่ายหนี้ไปแบบไม่สนใจเรื่องของการวางระบบหนี้นั่นเอง
  6. วางแผนการเงินของการลงทุนให้เป็นระบบ อย่างเช่นถ้าหากว่าคุณมีความต้องการในการลงทุนนั้นคุณก็จะต้องคิดเอาไว้แล้วว่าเงินที่จะนำเอามาลงทุนนั้นจะต้องมาจากที่ไหน แต่อย่าเป็นเงินที่ยืมมาลงทุนโดยเด็ดขาด เพราะแน่นอนว่าคุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อยืมมา แต่ถ้าหากว่าการลงทุนนั้นไม่สามารถสร้างผลกำไรให้กับคุณได้คุณก็จะต้องเป็นหนี้เพิ่ม แล้วยังเสี่ยงที่จะหมดตัวได้เลยทีเดียว ฉะนั้นเมื่อไหร่ที่คุณต้องการลงทุนให้คิดเอาไว้ก่อนเลยว่าเงินนั้นจะต้องมาจากแหล่งใด
  7. วางแผนการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยง ความเสี่ยงที่ว่าก็คือความเสี่ยงด้านการเงินนั่นเอง เพราะว่าการป้องกันความเสี่ยงนั่นย่อมดีกว่าการมาแก้ไขทีหลัง ไม่ว่าจะเป็นการออมเงินเอาไว้ใช้ในตอนฉุกเฉินหรือว่าจะเอาเงินไปลงทุนกับประกันชีวิตก็ถือว่าเป็นการวางแผนการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้วยเช่นกัน โดยในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกำหนดได้เลยว่าเราจะเกิดอุบัติเหตุทางด้านการเงินเมื่อไหร่ แต่ถ้าหากว่าครอบครัวของคุณเกิดปัญหาทางด้านการเงินแล้วล่ะก็อย่างน้อยการมีเงินเอามาใช้จ่ายในยามฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าไม่มีเงินมาสำรองจ่ายเลยใช่ไหมล่ะ?
  8. ส่งเสริมให้ทุกคนในบ้านรู้จักวางแผนทางด้านการเงิน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการให้ความรู้อีกแล้วล่ะ เพราะการที่ทุกคนในบ้านมีความรู้เรื่องการเงินนั้นจะทำให้แต่ละคนสามารถเอาตัวรอดได้ในแต่ละสถานการณ์ เพราะทุกคนจะรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นหนี้สินหรือทำอย่างไรถึงจะมีเงินใช้จ่ายอย่างเพียงพอ
แค่รู้จักออมและวางแผนการใช้จ่ายเงินให้ดี ก็จะทำให้ครอบครัวเต็มไปด้วยความสุขและไม่มีปัญหาเรื่องการเงินมากวนใจแล้วล่ะ เพื่อความมั่นคงของครอบครัว ลองนำ 8 วิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะ
1464477676

ข้อดีข้อเสียของการออมเงินแบบต่าง ๆ

ในสังคมปัจจุบันผู้คนเริ่มตื่นตัวกับการออมเงินกันมากขึ้น เพราะการออมเงินจะช่วยให้ผู้ออมมีฐานะที่ดีขึ้น ช่วยให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ แต่การจะ ออมเงิน ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดมีวิธีในการออมอย่างไรบ้าง และวิธีการออมแต่ละแบบนั้นมี ข้อดีข้อเสีย อะไรบ้าง

วิธีการออม แบบที่ 1 แบบพื้นฐานเก่าแก่ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นมาบนโลก คือ การหยอดกระปุกเก็บออม เป็นวิธีง่าย ๆ แค่มีกระปุก ขวดโหลหรือซองเพื่อใช้ในการเก็บเงิน
  • ข้อดี คือ ง่าย สามารถทำได้เลยทันที สามารถเริ่มได้จากเงินตั้งต้นหลักหน่วยหรือหลักสิบ แค่มีความมุ่งมั่นหรือตั้งใจ บางครั้งอาจแบ่งกระปุกออกตามเป้าหมายที่แตกต่างกัน เช่น กระปุกนี้สำหรับไปเที่ยว กระปุกนี้สำหรับอุปกรณ์ไอที และกระปุกนี้สำหรับอาหารหรู ๆ สักมื้อ เป็นต้น
  • ข้อเสีย คือ หากผู้ออมใจไม่แข็งพอก็อาจจะหยิบฉวยเอาเงินที่ออมไว้มาใช้ก่อนที่จะถึงเป้าหมายได้เช่นกัน และข้อเสียอีกอย่างที่สำคัญคือ เงินที่ออมด้วยวิธีนี้จะปราศจากดอกเบี้ย เงินที่ออมไปจะเพิ่มตามหลักเงินที่เราออมเท่านั้น ไม่มีดอกเบี้ยใดมาเพิ่มเติม
วิธีการออม แบบที่ 2 แบบเงินฝาก ในปัจจุบันบัญชีเงินฝากของธนาคารเริ่มมีหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ทั้งบัญชีเงินฝากประจำ บัญชีแบบพิเศษที่มีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่ออม บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษหรือดอกเบี้ยปลอดภาษี ซึ่งบัญชีเงินฝากแต่ละประเภทมีเงื่อนไขในการรับฝากเงินต่าง ๆ กัน ทั้งยอดเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี หรือระยะเวลาในการฝาก รวมถึงเงื่อนไขในการฝากเงินเพิ่มหลังเปิดบัญชี
  • ข้อดี คือ ง่าย ความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หายไปไหน และสามารถมั่นใจได้กับดอกเบี้ยที่แน่นอน และบางครั้งระยะเวลาที่กำหนดในการฝากเงินก็จะช่วยให้เงินไม่ถูกนำไปใช้ตามใจชอบของผู้ออมมากจนเกินไปได้เช่นกัน
  • ข้อเสีย คือ ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน เพราะอัตราดอกเบี้ยคงที่และไม่สูงมากนัก และความที่มีการกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี บางครั้งจึงเป็นเงินก้อนใหญ่ที่พนักงานกินเงินเดือนตัวเล็ก ๆ ไม่สามารถเปิดได้
วิธีการออม แบบที่ 3 การซื้อสลากหรือพันธบัตร ซึ่งนับเป็นวิธีการออมเงินที่เริ่มมีเงื่อนไขหรือรายละเอียดปลีกย่อยเข้ามาเกี่ยวข้อง และมักเป็นวิธีการออมโดยหน่วยงานเฉพาะ โดยนอกจากจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากปกติแล้ว ก็ยังมีโชคให้ลุ้นกันอีกด้วย
  • ข้อดี คือ เป็นวิธีการออมที่ค่อนข้างปลอดภัย เงินต้นไม่หาย ดอกเบี้ยคงที่แน่นอนไม่แปรปรวน  และยังเหมาะกับผู้ที่ชอบเสี่ยงโชคเพราะลงทุนไปแล้วเงินต้นก็ไม่หายไปไหน
  • ข้อเสีย คือ อัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ และยังมีเงื่อนระยะเวลามาบังคับซึ่งโดยมาเงินที่ออมในรูปแบบนี้จะมีระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี ดังนั้นเงินที่นำมาออมต้องแน่ใจว่าเป็นเงินเย็นที่ผู้ออมไม่มีความจำเป็นต้องใช้จนกว่าจะครบกำหนดการออมนั้นเอง
วิธีการออม แบบที่ 4 การซื้อประกัน ในปัจจุบันรูปแบบของประกันมีหลากหลายมากขึ้น และที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกันมากคือประกันแบบออมทรัพย์ เพราะให้ดอกเบี้ยการประกันค่อนข้างสูง และยังครอบคลุมการคุ้มครองในกรณีที่เสียชีวิตให้อีกด้วย นอกจากนี้เนื่องจากการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงของบริษัทประกัน บางครั้งการครอบคลุมยังรวมถึงการเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุทุพลภาพให้อีกด้วย
  • ข้อดี คือ เบี้ยประกันหรือผลตอบแทนค่อนข้างสูง ให้การคุ้มครองอื่น ๆ เช่น เงินตอบแทนกรณีที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต เป็นต้น และมักได้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยประกันเป็นช่วง ๆ ตามระยะเวลาที่ทางประกันกำหนด
  • ข้อเสีย คือ ระยะการจ่ายเบี้ยค่อนข้างนาน ขั้นต่ำอย่างน้อยต้องต่อเนื่อง 5 ปี และต้องรอจนถึงระยะเวลาที่ทางประกันกำหนด จึงจะสามารถจึงจะได้เงินก้อนที่ทำประกันไปคืน จึงถือเป็นการทำสัญญาที่มีระยะเวลาผูกพันค่อนข้างนาน และบางครั้งหากไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันเป็นเงินก้อนได้ จะมีดอกเบี้ยที่ทำให้ต้องเสียเพิ่ม โดยที่ความคุ้มครองหรือผลตอบแทนเท่าเดิม
วิธีการออม แบบที่ 5 การซื้อกองทุน กองทุนถือเป็นการลงทุนเพื่อการออมประเภทหนึ่ง และมีอยู่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับรูปแบบของนโยบายการลงทุน หรือการคืนทุนของกองทุนชนิดนั้น ๆ แต่กองทุนที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( LTF) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งซื้อขายผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาต และมีระยะเวลารวมถึงอัตราในการซื้อขายตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด
  • ข้อดี คือ ผู้ออมจะได้รับกำไรเป็นภาษีที่ได้รับการลดหย่อนทันที ตามหน่วยเงินที่ได้ลงทุนไป และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาของการลงทุนในกองทุนก็สามารถขายหน่วยกองทุนที่เราซื้อไว้คืนเป็นเงินกลับมาได้ โดยอัตรากำไรขึ้นกับตัวแทนผู้ขายกองทุนว่าสามารถนำเงินทุนที่เราลงไว้ไปทำให้งอกเงยหรือเกิดผลประโยชน์มากขึ้นเท่าใด
  • ข้อเสีย คือ มีอัตราความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ว่าทุกกองทุนจะประสบความสำเร็จเหมือน ๆ กัน บางกองทุนก็อาจเกิดปัญหาขาดทุนได้ ทำให้การขายหน่วยกองทุนขาดทุนแทนที่จะได้กำไร และเนื่องจากมีระยะเวลากำหนดในการซื้อกองทุนเป็นระยะเวลานานไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงต้องแน่ใจว่าเงินที่ลงทุนไปนั้นเป็นเงินเย็นจริง ๆ
วิธีการออมแบบที่ 6 การซื้อหุ้น ถือเป็นการลงทุนที่ท้าทายนักออมเงินทั้งหลาย เพราะการซื้อขายหุ้นแต่ละตัวนั้นถือเป็นศาสตร์และศิลป์ที่น่าสนใจไม่น้อย ต้องอาศัยประสบการณ์และการศึกษารายละเอียด รวมถึงปัจจัยรอบข้างหลาย ๆ อย่างในการตัดสินใจเลยทีเดียว
  • ข้อดี คือ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างเร็วและสูง สามารถเลือกได้ระหว่างการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร หรือการซื้อขายเพื่อรอผลตอบแทนอื่น ๆ เช่น เงินปันผล และกำไรจากการซื้อขาย เป็นต้น
  • ข้อเสีย คือ ความเสี่ยงสูงมาก หากเทียบกับการออมเงินวิธีอื่น ๆ สามารถมีจุดพลิกผันได้ตลอด ไม่มีอัตรากำไรหรือขาดทุนที่แน่นอน
ดังนั้น การออมเงินแต่ละวิธีนั้นก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้ออมสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง ขึ้นกับฐานะ รายได้ อัตราในการรับมือกับเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากวิธีการออม ก่อนเลือกการออมวิธีใดควรศึกษาตนเอง และข้อมูลของวิธีการออมที่เราเลือกให้ดีก่อนตัดสินใจ
1464388378

กู้เงินมาปิดบัตรเครดิต ดีหรือไม่ ?

บัตรเครดิตถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าและบริการโดยไม่ต้องถือเงินสด และยังมีช่วงเวลาสูงสุดถึง 55 วัน ที่ธนาคารไม่คิดดอกเบี้ยหากเราจ่ายชำระเงินคืนแบบเต็มวงเงินตามกำหนด  ความสะดวกในการชำระเงินจากบัตรเครดิตที่เราได้รับบางครั้งก็ทำให้เราเกิดนิสัยในการใช้จ่ายที่เกินจำเป็นไป วงเงินบัตรเครดิตแต่ละใบก็ให้มากขึ้น 2-3 เท่าของเงินเดือนหรือรายได้แต่ละเดือน แถมบางคนยังทำบัตรเครดิตหลายใบกับหลายธนาคาร ทำให้วงเงินรวมของบัตรเครดิตสูงเป็น 10 เท่าของเงินเดือนกันเลยทีเดียว

หากเราใช้บัตรเครดิตแล้วจ่ายเงินคืนเต็มวงเงินทุกเดือน บัตรเครดิตก็จะเหมือนเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เราไว้ใช้สำหรับจ่ายเงินเท่านั้น ไม่ได้เป็นการก่อหนี้อะไร แต่หากเราใช้บัตรเครดิตแบบจ่ายเพียงบางส่วนหรือจ่ายคืนแค่ขั้นต่ำเหลือยอดค้างชำระไว้ นั่นแสดงว่าเรากำลังเริ่มก่อหนี้ เมื่อหนี้เริ่มต้นขึ้นจากก้อนเล็ก ๆ ก็มีโอกาสโตเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้ จากทั้งดอกเบี้ยที่ทางธนาคารคิดในอัตรา 20% รวมทั้งยอดใช้จ่ายที่รูดใหม่เพิ่มในแต่ละเดือนทบเข้าไปอีก บางคนมีหนี้บัตรเครดิตเต็มวงเงินที่ธนาคารให้ที่ว่า 2-3 เท่าของเงินเดือน บางคนก็เป็นหนี้เต็มวงเงินแถมมีบัตรหลายใบก็เรียกได้ว่าเป็นหนี้ก้อนโตเป็นหลายเท่าของเงินเดือน หากยังมีกำลังพอที่จะจ่ายขั้นต่ำเพื่อรักษาสถานะของบัญชีไว้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากหนี้ก้อนใหญ่นั้นมีผลทำให้ไม่สามารถชำระหนี้คืนในแต่ละเดือนได้เมื่อไหร่ บัญชีบัตรเครดิตของเราก็จะมีปัญหาทันที หากหยุดจ่ายเมื่อไหร่ ธนาคารก็จะถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ทันที ก็จะเริ่มมีการทวงหนี้ มีค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ตามมา หากไม่ชำระคืนเกินกว่า 90 วัน ธนาคารก็จะพิจารณาบัญชีเราเป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลทำให้เสียประวัติเครดิต หากอนาคตจะขอกู้เงินหรือขอสินเชื่ออะไรก็อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติก็ได้

ดังนั้น หากเราเริ่มอยู่ในสถานะที่แม้การจ่ายขั้นต่ำก็ไม่สามารถทำได้ ก็ไม่ควรรอที่จะให้บัญชีมีปัญหา ควรรีบหาวิธีที่จะเคลียร์ปัญหาหนี้บัตรเครดิตนี้ทันที ปัจจุบันมีธนาคารหลายแห่งที่ให้สินเชื่อเพื่อ กู้เงินมาปิดบัตรเครดิต  โดยจะเป็นรูปแบบของสินเชื่อส่วนบุคคลที่มียอดเงิน อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาจ่ายคืนที่แน่นอน เราก็อาจพิจารณาดูว่าการกู้เงินสินเชื่อส่วนบุคคลมาเพื่อปิดหนี้บัตรเครดิตสามารถทำได้ และช่วยให้การจ่ายหนี้คืนของเรามีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นหรือไม่ แม้บางครั้งดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลอาจสูงกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็ได้ แต่ด้วยรูปแบบการคืนเงินต่อเดือนที่น้อยลงและมีระยะเวลานานขึ้น แต่ก็มีระยะเวลาที่แน่นอน ก็ถือเป็นทางออกที่ดีเหมือนกันสำหรับคนเป็นหนี้บัตรเครดิตท่วมตัวจนจ่ายไม่ไหว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ

สมมติ นาย ก. มีทำงานมีเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท เป็นหนี้บัตรเครดิตทั้งหมด 3 ใบ

  • ใบที่ 1 ใช้เต็มวงเงิน 60,000 บาท
  • ใบที่ 2 ก็ใช้เต็มวงเงิน 90,000 บาท
  • ส่วนใบที่ 3 ใช้ไป 80% ของวงเงิน คือ 72,000 บาท
  • รวมหนี้บัตรเครดิต 222,000 บาท

จ่ายขั้นต่ำอยู่ทุกใบ

  • ใบแรกจ่ายขั้นต่ำ 6,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 1,000 บาท
  • ใบที่ 2 จ่ายขั้นต่ำ 9,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 1,500 บาท
  • ใบที่ 3 จ่ายขั้นต่ำ 7,200 บาท เป็นดอกเบี้ย 1,200 บาท
  • รวมจ่ายขั้นต่ำต่อเดือน 22,200 บาท เป็นดอกเบี้ยรวมต่อเดือน 3,700 บาท

นาย ก. มีเงินเดือน 30,000 บาท หากจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 22,200 บาท ก็จะเหลือเงินเพื่อใช้จ่ายแค่เพียง 7,800 บาท ดังนั้นมีความเป็นไปได้มากที่นาย ก จะไม่สามารถชำระขั้นต่ำนี้ได้ และกลายเป็นหนี้เสียในที่สุด


นาย ก. ควรหาทางออกด้วยการขอสินเชื่อบุคคลธรรมดาเพื่อมาปิดหนี้บัตรเครดิตทั้งหมดนี้ โดยหากการกู้ธนาคารเดียวไม่พอ ก็จะต้องขอกู้จากหลายธนาคาร ส่วนใหญ่สินเชื่อบุคคลธรรมจะให้วงเงินในการกู้สูงสุด 5 เท่าของเงินเดือน ในกรณีของนาย ก. ก็จะได้ที่ 150,000 บาท ซึ่งไม่พอ ต้องกู้จาก 2 ที่ จะได้เป็น 300,000 บาท หากดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 22% ระยะเวลาการผ่อนชำระ 5 ปี เงินที่ต้องผ่อนชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคลนี้ก็จะอยู่ที่เดือนละ 8,286 บาท ก็จะดีกว่าจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตที่เดือนละ 22,200 บาท โดยที่ก็ยังไม่เห็นทางรอดในอนาคตได้ แต่หากเลือกกู้สินเชื่อส่วนบุคคลไปปิดบัญชีบัตรเครดิต ก็ดูแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะผ่อนชำระหนี้ต่อไปได้ จากเงินเดือน 30,000 บาท ผ่อนคืนหนี้ 8,286 บาท ก็ยังเหลืออีกเกือบสองหมื่นบาทเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต ดูเป็นไปได้มากกว่าเดิม


หรือมีบางคนแนะนำเป็นทางออกไว้ว่า หากคนรู้จักที่สนิทกันพอสมควรหรือญาติพี่น้องในครอบครัวต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ ๆ ที่มีราคาพอสมควร เราก็อาจเสนอให้ใช้บัตรเครดิตของเราหรือเรียกว่าเป็นการขอความช่วยเหลือก็ได้ เราก็อาสาเป็นคนไปซื้อสินค้าให้เขา แล้วให้เรานำเงินสดนั้นไปคืนหนี้บัตรเครดิตของเรา เอาแบบที่สามารถคืนปิดหนี้บัตรเครดิตของเราได้เลย หลังจากนั้นก็ใช้บัตรเครดิตของเราไปรูดเพื่อซื้อสินค้าให้กับเพื่อนหรือญาติของเรา เพียงแค่นี้ก็เหมือนเราได้เริ่มต้นใหม่กับบัตรเครดิตของเรา ยอดค้างเก่าหมดไป ยอดใหม่ที่รูดก็ค่อยมาทยอยผ่อนเอาเริ่มแบบดอกเบี้ยน้อย ๆ จะได้สามารถผ่อนได้


สำหรับบัตรเครดิตเราอาจเลือกปิดบัญชีบางใบทิ้งไปเลย เหลือไว้ใช้แค่เพียงเท่าที่จำเป็น 1-2 ใบ ก็พอ เมื่อนำเงินสดไปชำระหนี้จนหมด วงเงินจากบัตรเครดิตก็ยังมีใช้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉินจำเป็นอีก ที่สำคัญคือต้องอย่าก่อหนี้เพิ่ม หากเริ่มก่อหนี้จากบัตรเครดิตอีกก็จะเป็นวังวนหนี้สินที่ต้องแก้กันไม่รู้จบ ควรปรับนิสัยในการใช้จ่ายของเราด้วย และมีวินัยในการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตที่แปลงไปเป็นหนี้ส่วนบุคคลให้หมดจะได้เป็นไทเสียที
1464218198

จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ คืออะไร ?

บัตรเครดิตอย่างที่ทราบกันว่าเป็นบัตรที่ใช้รูดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการแทนเงินสด โดยธนาคารเจ้าของบัตรให้ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยเพื่อชำระคืนสูงสุดถึง 55 วัน โดยต้องดูตามรอบบัญชีที่ต้องจ่ายของแต่ละบัตรด้วย หากชำระยอดเต็มภายในกำหนดระยะเวลา ก็จะไม่เสียดอกเบี้ยใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หากชำระคืนไม่ครบ ยอดที่ค้างชำระอยู่ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยย้อนไปตั้งแต่วันแรกที่รูดบัตรเลย ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็แล้วแต่ธนาคารส่วนมากแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปี บางธนาคารก็มากหรือน้อยกว่านี้

ประเภทของลูกค้าบัตรเครดิตของธนาคารจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการจ่ายชำระเงินคืน หากจ่ายคืนเต็มวงเงินทุกเดือนแบบไม่เสียดอกเบี้ย ธนาคารจะเรียกลูกค้ากลุ่มนี้ว่า Transactor แต่หากจ่ายไม่เต็มวงเงิน อาจจ่ายแค่เท่าที่มีเงินแล้วเหลือยอดค้างไว้ หรือบางคนก็จ่ายแค่ขั้นต่ำ ธนาคารจะเรียกลูกค้ากลุ่มนี้ว่า Revolver ธนาคารจะชอบลูกค้าประเภท Revolver มากกว่า เนื่องจากยอดชำระที่ค้างชำระอยู่ในบัญชีจะถูกคิดดอกเบี้ยซึ่งถือเป็นรายได้ของธนาคาร ตราบใดที่เราจ่ายเงินชำระคืนไม่ต่ำกว่าเงินขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด ธนาคารชอบอยู่แล้ว เพราะได้ดอกเบี้ยจากบัญชีของเราไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ลูกค้ากลุ่มที่จ่ายเต็มวงเงิน หรือ Transactor ลูกค้าจะชอบน้อยกว่า เนื่องจากธนาคารจะไม่ได้รายได้ที่เป็นดอกเบี้ยจากลูกค้ากลุ่มนี้ รายได้ที่ได้ก็จะมีเพียงแค่ค่าธรรมเนียมที่ได้จากการรูดบัตรเครดิตจากร้านค้าต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบไม่ได้กับรายได้ดอกเบี้ยจากลูกค้ากลุ่ม Revolver อย่างแน่นอน

สำหรับการจ่ายเงินขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนดไว้เพื่อจ่ายบัตรเครดิต ก็จะเป็น 10% ของยอดเงินค้างชำระทั้งหมดในเดือนนั้น แต่หากต่ำกว่าจำนวนเงินที่แต่ละธนาคารกำหนดก็จะต้องจ่ายจำนวนที่ธนาคารกำหนด แต่ละธนาคารแต่ละบัตรจะไม่เท่ากัน บางบัตรก็กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 200 บาท บางบัตรก็กำหนดไว้ที่ 500 บาท เงินจำนวนนี้สามารถดูได้ในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่ทางธนาคารส่งให้กับเราทุกเดือน เช่น หากยอดเงินค้างชำระในเดือนนี้ของเรารวม 33,000 บาท ขั้นต่ำที่เราต้องจ่ายก็คือ10% X 33,000 = 3,300 บาท หากยอดเงินค้างชำระในเดือนนี้ของเราเป็น 800 บาท ขั้นต่ำที่เราต้องจ่าย 10% X 800 = 80 บาท หากน้อยกว่าจำนวนเงินที่ธนาคารกำหนด ก็ต้องจ่ายขั้นต่ำตามที่ธนาคารกำหนด คือ 200 บาท หรือ 500 บาท เป็นต้น

หากจ่ายชำระคืนบัตรเครดิตแบบเต็มวงเงินทุกเดือน คือ มียอดเงินค้างชำระเท่าไหร่ ก็จ่ายจนเหลือศูนย์บาท จะไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่หากชำระคืนแค่บางส่วนหรือแค่ขั้นต่ำ ยอดที่ยังค้างชำระอยู่ก็จะถูกคิดดอกเบี้ย โดยคิดย้อนไปตั้งแต่วันที่เรารูดบัตรเพื่อซื้อสินค้าเลย หากเดือนต่อมายอดนั้นยังค้างอยู่ก็จะคิดดอกเบี้ยจากวันที่คิดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด ดอกเบี้ยสำหรับยอดที่ค้างชำระบัตรเครดิตที่ธนาคารคิดก็จะแตกต่างกันไป แต่ตามกฎของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยและค่าปรับต่าง ๆ ของบัตรเครดิตรวมกันได้ไม่เกินกว่า 20% ส่วนการคิดดอกเบี้ยนั้นก็จะเริ่มคิดย้อนไปตั้งแต่วันที่เราทำรายการซื้อสินค้าเลย คิดดอกเบี้ยในช่วงระยะที่ปลอดดอกเบี้ยหากจ่ายเต็มวงเงินด้วย

ยกตัวอย่าง การคิดดอกเบี้ยสำหรับการชำระคืนเงินบางส่วนหรือจ่ายขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต เช่น
หากเดือนก่อนหน้าเราไม่มียอดค้างชำระ เดือนที่ผ่านมาเรามียอดซื้อสินค้าในราคา 20,000 บาท ในวันที่ 5เมษายน 2559 แล้วเมื่อถึงกำหนดชำระคืน เราเลือกที่จะชำระคืนแค่ขั้นต่ำ คือ 2,000 บาท เท่านั้น เหลือยอดค้างในบัญชีบัตรเครดิตต่อไปอีก 18,000 บาท ดอกเบี้ยส่วนที่หนึ่งจะคิดจากยอดเต็ม 20,000 บาท ย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่รูดบัตร
  • หากเราจ่ายคืนขั้นต่ำ 2,000 บาท ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 ดอกเบี้ยส่วนแรกก็จะเป็น 20,000 x 20% x 33/365 = 361.64 บาท
  • ดอกเบี้ยในส่วนที่สองก็จะคิดจากยอดหลังจ่ายขั้นต่ำแล้ว คือ 18,000 บาท โดยนับตั้งแต่วันที่จ่ายคืนขั้นต่ำไปจนถึงวันสรุปยอดบัญชีครั้งหน้า สมมติว่าวันที่สรุปยอดบัญชี คือ 25 พฤษภาคม 2559
  • ดอกเบี้ยส่วนที่สอง คือ 18,000 x 20% x 17/365 = 167.67 บาท ยอดเงินค้างชำระที่จะแสดงในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตของเราในงวดต่อไปก็จะเป็นเงินต้น 18,000 บาท บวกด้วยดอกเบี้ยอีก 361.64+167.67 = 529.31 บาท
  • และเมื่อจ่ายขั้นต่ำในเดือนต่อไปอีก ดอกเบี้ยก็จะคิดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่เงินที่จ่ายจะไปลดดอกเบี้ยก่อนเหลือแล้วถึงค่อยไปลดเงินต้น
การ จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ นี้เป็นทางเลือกของคนที่รูดบัตรเครดิตแล้วไม่มีเงินมาจ่ายคืนแบบเต็มวงเงิน การ จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ เป็นการรักษาสถานะบัญชีบัตรเครดิตของเราในเป็นสถานะปกติ คือ ตราบใดที่เราสามารถจ่ายขั้นต่ำได้ ทางธนาคารก็จะไม่มีปัญหาอะไรกลับชอบเสียอีกเพราะได้ดอกเบี้ย และไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราหยุดจ่ายคือไม่จ่ายแม้ขั้นต่ำ ในเดือนแรกนอกจากจะมีค่าดอกเบี้ยแล้ว ยังมีค่าติดตามทวงหนี้อีก อาจเป็น 200-300 บาท แล้วแต่ธนาคาร และหากค้างชำระไม่จ่ายเกินกว่า 90 วัน ก็จะถือเป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล ธนาคารมีสิทธิที่จะยกเลิกบัตรเครดิตของเราได้ทันที และประวัติการชำระหนี้ของเราก็จะเสียด้วย ทำให้โอกาสในการขอกู้หรือขอวงเงินสินเชื่อในอนาคตอาจไม่ได้รับการอนุมัติได้

ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตควรใช้อย่างชาญฉลาด หากเป็นไปได้ก็ควรใช้แล้วจ่ายคืนเต็มวงเงินเพื่อไม่ให้มียอดค้างเสียดอกเบี้ยแพง แต่หากไม่สามารถจ่ายเต็มได้ก็ขอให้จ่ายคืนบางส่วนหรือจะจ่ายขั้นต่ำก็ได้เพื่อให้สถานะของบัตรเครดิตเรายังดีอยู่ และเมื่อมีรายได้หรือหาเงินได้ก็ให้รีบนำมาชำระคืนให้หมดเพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยของบัตรเครดิตที่ถือว่าแพงมาก
1464132073

เทคนิค ตั้งเป้าหมายในชีวิต แบบทำได้ ไม่ไกลเกินฝัน

ไม่ใช่ทุกคนที่กำหนดเป้าหมายให้ตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะการไม่กำหนดเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิต ย่อมเหมือนการปล่อยเรือให้ลอยไปตามกระแสลม หากอยู่ในกระแสลมที่ดีเรือก็ลอยไปในทิศทางที่ดีได้ เปรียบเหมือนคนที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพ เช่น หมอ วิศวะ หรืออาจารย์ ย่อมมีวิถีของกระแสลมที่ดี ซึ่งนำมาซึ่งความสำเร็จในบั้นปลายการทำงาน คือการเติบโตตามอายุและประสบการณ์ทำงานได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่หากเรือลอยอยู่ในที่ ๆ กระแสลมไม่ชัดเจน ลมเปลี่ยนทิศทางไปซ้ายป่ายขวาอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่อาจทำให้เรือลำนั้นถึงจุดหมายได้

การกำหนดทิศย่อมเหมือนติดหางเสือให้เรือได้มุ่งไปสู่ทิศทางที่ต้องการ การมีความรู้ในการกางใบเรือให้กินลมซ้ายลมขวานั้นยิ่งทำให้เราสามารถนำเรือไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ความรู้ที่เกิดจากการเรียนและประสบการณ์ช่วยให้เราทำงานปรับหางเสือและใบเรือได้มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งหนึ่งที่การแล่นใบทุกครั้งจะต้องกำหนดก่อน นั่นก็คือเป้าหมาย การแล่นเรือได้เร็ว แต่ไร้ที่หมาย ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดสาระอะไรขึ้นมาในชีวิตได้

การวางเป้าหมายนั้น หลายคนอาจมองไม่เห็นเป้าหมายในบั้นปลายชีวิต เพราะอยู่ไกลเกินไป สิ่งที่ทำได้คือได้แต่เตรียมตัวเตรียมความพร้อมเรื่องทรัพย์สินเงินทองที่ต้องใช้เมื่อยามเกษียณ หลายคนจึงเลือกที่จะวางเป้าหมายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วสะสมเก็บความสำเร็จไปเป็นขั้น ๆ ซึ่งทำได้ง่ายกว่า แต่การตั้งเป้าหมายสุดท้ายสูงสุด กลับช่วยให้การตั้งเป้าหมายระยะสั้น การตั้งเป้าหมายในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาหาความรู้ติดหางเสือให้ตัวเองนั้น ทำได้ง่ายและมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า

เป้าหมายที่ดีคืออะไร ?

เป้าหมายที่ดีต้องไม่ใช่เป้าหมายลอย ๆ ที่ตั้งขึ้นมาแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร เป้าหมายที่ดี คือ เป้าหมายที่มีกรอบของระยะเวลากำหนด และมีความเป็นไปได้ ดังนั้นการที่เราจะกำหนดเป้าหมายให้ได้ดีนั้น เราจะต้องรู้จักประเมินความเป็นไปได้จากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงประเมินศักยภาพของตัวเองด้วย นั่นหมายความว่าการรู้จักพินิจปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เข้าใจธรรมชาติของสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และเข้าใจความสามารถของตัวเอง โดยวางปัจจัยทุกอย่างบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงก่อน จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ช้า ๆ ดูความเป็นไปได้ในหลายแง่หลากมุม บวกกับความต้องการของตัวเราเองที่อยากจะเป็น แล้วจึงกลั่นกรองเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต


เป้าหมายเล็กๆจำเป็นไหม ?

เมื่อได้เป้าหมายสูงสุดแล้ว จึงวางเป้าหมายย่อย ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุด เวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก็อาจเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ช่วยเสริมความเป็นไปได้ให้เป้าหมายนั้นแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นต้น ตัวอย่างเช่นว่า หากเราอยากเป็นคนแก่วัย 70 ที่มีความสุข คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต ก็ให้ต้องพิจารณาตีความว่าความสุขของเราในวัย 70 มีปัจจัยใดบ้าง เช่น มีบ้านที่หมดภาระธนาคารแล้ว มีลูกสืบสกุลที่เรียนจบและพึ่งตัวเองได้แล้ว มีบ้านพักหลังเล็กต่างจังหวัดเอาไว้นอนตากอากาศหน้าร้อน มีสุขภาพที่ดี เดินได้กินอร่อย มีเงินก้อนเอาไว้ใช้ยามเกษียร ในขณะที่มีประกันภัยที่ดูแลสุขภาพยามป่วยไข้ด้วย ฯลฯ


เมื่อสรุปปัจจัยที่ทำให้เรามีความสุขในวัย 70 ได้แล้ว เราก็จะรู้ว่า เราในวัยทำงาน  25  ปี ในปัจจุบัน ต้องทำงานและมีรายได้เท่าไหนจึงจะครอบคลุมรายจ่ายในตอน 70 ปี เราอยากมีลูกไว้สืบสกุลนั่นหมายความว่าเราต้องแต่งงานมีครอบครัว เราอยากมีสุขภาพที่ดี นั่นหมายถึงเราต้องดูแลสุขภาพตัวเองอย่างสม่ำเสมอ


การแตกเป็นประเด็นย่อยทำให้เราตั้งเป้าหมายย่อย ๆ ที่นำไปสู่ความสุขในวัย 70 ได้ เช่น เราต้องเริ่มออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงดูแลสุขภาพจิตให้ดีด้วยการมีอารมณ์เบิกบานแจ่มใสอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสุขภาพดี และเราก็สามารถสร้างเป้าหมายย่อยจากปัจจัยเพื่อสุขภาพเหล่านี้ เช่น ออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ๆ ละอย่างน้อย 20 นาที เป็นเป้าหมายย่อยแรก และกำหนดเป้าหมายย่อยอื่น ๆ ต่อไป


อีกหนึ่งปัจจัยสูงสุดเพื่อความสุขในวัย 70 ที่เราตั้งไว้ คือ การมีครอบครัว ซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่ และจำเป็นจะต้องหาปัจจัยของการสร้างครอบครัวที่มีความสุขเสียก่อน จึงจะกำหนดเป้าหมายเรื่องครอบครัวได้ เช่น ต้องวางแผนการแต่งงานและวางแผนการมีบุตร หรือคนที่ไม่มีแฟนก็ต้องหาแฟนให้ได้เสียก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกำหนดกะเกณฑ์ในบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องยากหรือแทบจะกำหนดไม่ได้เลย แต่ถึงกระนั้นก็ต้องเดินหน้าหาปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง แล้วกำหนดเป้าหมายต่อไป


จากตัวอย่างการ ตั้งเป้าหมายในชีวิต ที่ต้องการความสุขในวัย 70 จะพบว่ารายละเอียดและขั้นตอนมีมาก จำเป็นต้องใช้เวลาในการเติบโตไปพร้อมกับประสบการณ์ของเรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มา แต่เมื่อมีเป้าหมายย่อย ๆ และเป็นลำดับขั้นก่อนหลังไว้เป็นแนวทางของเราแล้ว ย่อมช่วยให้การดำเนินชีวิตของเรามีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้น้อย การดำเนินชีวิตที่อยู่บนทางที่วางไว้เพื่อเป้าหมายของเราเองนั้น ย่อมหมายถึงความประสบความสำเร็จในตัวมันเองอยู่แล้ว การออกนอกเส้นทางต่างหากคือความล้มเหลว การแตกแยกย่อยของเป้าหมาย ช่วยให้เราสามารถประเมินตัวเองและดำเนินการให้ประสบความสำเร็จในแต่ละเป้าหมายได้ง่ายกว่า


เมื่อถึงตอนนี้แล้วเราก็จะรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเราเป็นเหมือนเรือที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรเท้งเต้งตามคลื่นและลม แต่เราสามารถเป็นเรือเร็วที่มุ่งสู่ทิศทางที่เราต้องการในบั้นปลายชีวิตได้ เราสามารถกำหนดชี้จุดวางเส้นทางการเดินเรือในแต่ละระยะแต่ละเวลาตามที่เราเห็นสมควรได้ เราสามารถเลือกที่จะรับหรือไม่รับบางสิ่งบางอย่างเข้ามาในชีวิตได้ นั่นเพราะเรามีเป้าหมายชัดเจน สุดท้ายแล้ว การเดินอยู่บนเส้นทางสู่เป้าหมายก็ย่อมเป็นการประสบความสำเร็จอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้วนั่นเอง
1464045131

เคล็ดลับช่วยในการ ประสบความสำเร็จด้านการออม

ชีวิตคนเรานั้นมีขึ้นมีลง มีดีมีร้ายที่ต่างการแต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนนั้นต้องการก็คือการที่คุณนั้นอยากประสบความสำเร็จ คงจะปฏิเสธกันไปไม่ได้เลยเพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไรแน่นอนว่าที่คุณนั้นต้องการก็คือการประสบความสำเร็จในชีวิตนั่นเอง ดังนั้นถ้าหากว่าคุณไม่ได้หวังที่จะประสบความสำเร็จแน่นอนเลยว่าคุณก็อาจจะใช้ชีวิตล่องลอยไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นการตั้งเป้าหมายให้กับตัวของเราเองถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก

สำหรับการเงินเองก็เช่นกัน ในการออมเงินที่ไม่มีจุดหมายนั้นก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน ดังนั้นคุณอาจจะตั้งเป้าหมายว่าคุณนั้นอยากจะเป็นคนที่ ประสบความสำเร็จด้านการออม โดยอาจจะไม่ต้องเป็นคนที่มีเงินเก็บออมมากที่สุดแต่คุณนั้นอาจจะมีเงินเก็บออมเอาไว้ที่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ในทุกสถานการณ์นั่นเอง แต่แน่นอนว่าคุณอาจจะมีการพบเจอกับอุปสรรคบ้างในการที่จะเก็บออมเงิน ถ้าหากคุณนั่งคิดก็คงจะไม่รู้หรอก แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่คุณลงมือนั้นแน่นอนว่าคุณจะพบมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว แต่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นอย่างหนึ่งที่พวกเขาจะต้องมีเลยก็คือเคล็ดลับบางประการที่จะสามารถช่วยเขาได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงจะมาแนะนำเคล็ดลับดีๆให้กับคุณได้ทราบกัน

1.สติ

 คุณอาจะมองว่ามันไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้นแต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของการใช้สตินั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะอย่างที่เราได้บอกคุณไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าในการที่คุณนั้นจะเริ่มทำตามเป้าหมายการออมเงินของคุณนั้นอาจจะมีอุปสรรคบางประการที่คุณนั้นจะต้องเจอซึ่งมันอาจจะเป็นเพียงอุปสรรคเล็กๆที่เข้ามาให้คุณขบคิดเล่นๆ แต่ถ้าเป็นอุปสรรคใหญ่ๆละแล้วคุณจะทำอย่างไร สิ่งหนึ่งที่คุณนั้นจะต้องคิดเลยก็คือว่าคุณนั้นจะต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลาเพราะการที่คุณนั้นมีสติก็จะทำให้คุณนั้นสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ดีมากเลยทีเดียว ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่ามักจะขาดการยับยั้งสติจนทำให้การออมไม่บรรลุผล ลองหันมาทำสติ ทำสมาธิสักนิด และสร้างวินัยให้กับตัวเอง ท่องไว้เสมอว่าห้ามนำเงินจากการออมออกมาใช้เด็ดขาด


2.รู้จักจ่าย

 แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่นักออมที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีการเรียนรู้ แล้วทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะถ้าคุณนั้นรู้จักในการใช้จ่ายแน่นอนก็จะทำให้คุณนั้นประสบความสำเร็จในด้านการออมเงินอย่างที่คุณตั้งเป้าหมายเอาไว้แน่นอน  และในการรู้จักจ่ายนั้นถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะฝึกนิสัยให้กับคุณนั่นเอง โดยในการที่คุณนั้นต้องการที่จะใช้จ่ายในแต่ละครั้งคุณก็จะต้องมีการนึกทบทวน หรือเรียกง่ายๆว่าวิเคราะห์ความจำเป็นนั่นเอง โดยคุณอาจจะวิเคราะห์ในส่วนที่ว่าของเก่าที่เรามีอยู่นั้นยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ในกรณีที่ของที่เราผู้ถึงนั้นเป็นจำพวกของใช้อย่างกระเป๋า เสื้อผ้ารองเท้า หรือคุณนั้นอาจจะคิดในส่วนที่ว่าสำหรับสิ่งของชิ้นนี้เมื่อคุณนั้นซื้อไปแล้วก็ให้เกิดผลอะไรกลับมาบ้างและคุ้มค่ามากพอที่จะเสียหรือไม่ โดยหากว่าเป็นของที่คุณนั้นอยากไดก็ใช่ว่าจะห้ามในการซื้อเสมอไป แต่คุณแค่อาจจะต้องมีการพิจารณาให้ดีหรืออาจจะหาร้านที่ถูกกว่านั่นเอง หากทำได้ดังนี้ รับรองได้เลยว่าคุณจะมีเงินออมเหลือใช้อย่างแน่นอน แถมไม่มีปัญหาเงินขาดมือระหว่างเดือนอีกด้วย


3.พอเพียง

  นี่ก็เป็นอีกหนึ่งหลักการง่ายๆเลยที่คุณนั้นสามารถที่จะนำไปปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันของตัวคุณเอง เพราะหลักการพอเพียงนั้นเป็นคำสอนมาตั้งนานแล้ว การพอเพียงนั้นคือการที่คุณไม่ต้องทำอะไรที่มันเกินตัวเกินไป เพราะใช่ว่ามันจะดีตลอดในบางครั้งอาจจะส่งผลเสียกลับมาให้เรามากกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ จริงๆแล้วนั้นบนโลกใบนี้ของเรานั้นยังมีมหาเศรษฐีอีกมากมายที่เรานั้นยังไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าและแม้กระทั่งแต่ชื่อเราก็ไม่เคยได้ยินเสียด้วยซ้ำ หลายๆคนนั้นอาจจะมีเงินมากมายมหาศาลแต่ไม่ได้นำเงินออกมาใช้ให้เป็นที่รู้จัก เพราะเขาอาจจะเลือกใช้ชีวิตแบบพอเพียงเรียบง่ายไม่วุ่นวาย หรือเขานั้นจะออกไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรธรรมดาๆก็ได้  เพราะเรียกได้ว่าอยู่กันแบบพอเพียงใช่ว่าจะต้องมั่งฟุ่มเฟือยอะไร แต่เขานั้นก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างสุขสบายเสียด้วยซ้ำในตอนสุดท้ายของชีวิตเขา


ดังนั้นนี่จึงเป็นเพียงเคล็ดลับแค่ 3 ข้อเท่านั้นที่ถ้าหากว่าคุณนั้นรู้จักที่จะนำไปปรับใช้หรือมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้วละก็บอกเลยว่าเป้าหมายสำหรับการเป็นนักออมที่ประสบความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมของคุณอย่างแน่นอน และเมื่อคุณนั้นประสบความสำเร็จในด้านนี้แล้วเรื่องอื่นๆนั้นก็จะตามมาอีกเช่นกัน เพราะว่าคุณนั้นมีการปรับปรุงนิสัยให้กลายเป็นคนที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง เพราะฉะนั้นเคล็ดลับง่ายๆอย่างนี้อย่าลืมนำไปใช้กับตัวเองกันนะ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการออมเงิน มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณเลย


- 1 - - 2 - - 3 - - 4 - - 5 - - 6 - - 7 - - 8 - - 9 - - 10 - - 11 - - 12 -