เคล็ดลับการเงิน

1465511003

จ่ายคืนบัตรเครดิตช้าได้มากที่สุดกี่วัน ?

ปกติการใช้บัตรเครดิตรูดเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ จะเหมือนกับเป็นการที่เราได้ใช้เงินล่วงหน้า แล้วค่อยนำเงินไปชำระภายหลัง โดยทุกเดือนธนาคารจะทำการสรุปยอดบัญชีและส่งเป็นใบแจ้งยอดมาเพื่อให้เราไปชำระเงินคืน มีจำนวนเงินที่ต้องชำระและวันที่กำหนดชำระที่แน่นอน วันที่กำหนดชำระนี้จะเป็นวันที่เดียวกันทุกเดือน เช่น ทุกวันที่ 10 ของเดือน หรือทุกวันที่ 25 ของเดือน เป็นต้น

หากเป็นไปได้เราควรชำระเงินคืนบัตรเครดิตก่อนหรือไม่เกินวันที่กำหนดชำระตามที่แจ้งไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี เพื่อไม่ให้โดนคิดดอกเบี้ยหรือค่าปรับกรณีล่าช้าขึ้น รวมถึงไม่ให้สถานะของบัญชีถูกเปลี่ยนจากสถานะปกติเป็นสถานะจ่ายล่าช้าหรือผิดนัดด้วย การคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระของบัตรเครดิตนั้นเป็นเรื่องที่เราควรทำความเข้าใจกัน บัตรเครดิตปกติยอดใช้จ่ายจะได้เครดิตสูงสุดที่ 45 หรือ 55 วัน แล้วแต่บัตรและเป็นไปตามรอบบัญชี เมื่อถึงกำหนดตามวันชำระคืนแล้ว แต่เรายังไม่คืนธนาคารจะเริ่มคิดดอกเบี้ยโดยย้อนกลับไปคิดตั้งแต่วันแรกที่เราทำรายการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบัตรกล่าวคือ ย้อนคิดดอกเบี้ยไปในระยะเวลา 45-55 วัน ที่ธนาคารเคยให้เครดิตไว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าปรับกรณีจ่ายล่าช้าเป็นจำนวนเงินประมาณ 250-300 บาทต่อครั้ง ที่จ่ายช้าอีกด้วย

ในกรณีที่เรามีเงินไม่เพียงพอที่จะจ่ายคืนหนี้บัตรเครดิตได้เต็มจำนวน อย่างน้อยเราก็ไม่ควรหยุดจ่ายไปเสียเฉย ๆ เราควรจ่ายเท่าที่เราจ่ายได้และอย่างน้อยต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำตามที่ใบแจ้งยอดกำหนดไว้เพื่อเป็นการรักษาสถานะของบัญชี และถึงแม้ยอดที่ค้างจะโดนคิดดอกเบี้ย แต่ก็จะไม่โดนคิดค่าปรับหรือค่าทวงถาม

ผู้ใช้บัตรเครดิตบางคนกลัวลืมจ่ายคืนบัตรตามวันที่กำหนด จึงเลือกที่จะตัดบัญชีบัตรเครดิตผ่านบัญชีเงินฝากของธนาคารทุกเดือน ก็จะทำให้หมดห่วงกังวลในเรื่องจ่ายช้ากว่ากำหนดไปได้ เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าในบัญชีเงินฝากธนาคารมีเงินเพียงพอให้ตัดบัตรเครดิตทุกเดือนเช่นกัน

ผู้ใช้บัตรเครดิตบางคนยังอยากเลือกที่จะจ่ายคืนบัตรเครดิตรายเดือนเอง โดยไม่ตัดบัญชีเงินฝากธนาคารก็เนื่องจากอยากตรวจสอบรายการในใบแจ้งยอดทุกครั้งก่อนชำระคืน หากมีรายการแปลกปลอมผิดปกติเข้ามาในรายการ จะได้โทรแจ้งสอบถามเพิ่มเติมกับทาง call center ของธนาคารเจ้าของบัตรให้ชัดเจนก่อนที่จะชำระเงินคืน แต่หากเป็นกรณีที่จ่ายผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารเมื่อถึงวันครบกำหนดชำระ เงินก็จะถูกตัดออกจากบัญชีธนาคารทันที หากมีรายการผิดพลาดหรือต้องการขอผ่อนผันก็ต้องติดต่อและรอธนาคารทำเรื่องเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีในภายหลัง

กรณีที่จ่ายคืนบัตรเครดิตเองในแต่ละเดือน ทำให้มีโอกาสที่จะลืมจ่ายได้ มีคำถามว่าเราจะสามารถจ่ายคืนบัตรเครดิตช้ากว่าวันที่กำหนดชำระได้หรือไม่ หากเราไปถามคำถาม จ่ายคืนบัตรเครดิตช้าได้มากที่สุดกี่วัน ? กับทางเจ้าหน้าที่ธนาคาร คงไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดที่จะตอบเราว่าจ่ายช้ากว่าได้กี่วัน เพราะเมื่อบอกลูกค้าไปลูกค้าก็จะยึดวันตามนั้นเป็นบรรทัดฐานในการจ่ายช้าได้ตลอดไป เจ้าหน้าที่มักจะแนะนำให้จ่ายก่อนหรือภายในวันกำหนดชำระเงินเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วเราสามารถจ่ายช้ากว่าวันที่กำหนดชำระในใบแจ้งยอดได้ 2-3 วันทำการ โดยที่ไม่โดนคิดดอกเบี้ยและค่าปรับล่าช้า โดยที่บัญชีของเรายังคงมีสถานปกติด้วย ดังนั้น หากกรณีที่เราลืมจ่ายเมื่อคิดได้ก็ควรรีบจ่ายคืนให้เร็วที่สุดภายใน 2-3 วันนี้ เท่านั้น ถือเป็นระยะเวลาที่ทุกธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตอนุโลมให้กับลูกค้าได้ โดยที่รู้กันภายในไม่ได้แจ้งเป็นทางการให้กับลูกค้าทราบ แต่โดยมากเจ้าหน้าที่ธนาคารจะโทรมาทวงหรือส่ง SMS มาเตือนก่อน

นอกจากลืมจ่ายแค่ 2-3 วัน มีบางกรณีที่บางเดือนลูกค้ายุ่งมากจนลืมจ่ายไปเป็นเวลาหลายวัน บางครั้งเกินกว่า 7 วัน ทั้งที่เจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาทวงหรือส่ง SMS มาเตือนแล้วแต่ก็ยังลืม หากเป็นกรณีที่ลูกค้ามีประวัติการชำระเงินคืนที่ดีตรงเวลามาโดยตลอด ก็สามารถโทรติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อแจ้งและขอความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ และอธิบายถึงเหตุผลในการจ่ายช้าเช่น เดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดในช่วงที่เป็นวันกำหนดชำระเงินคืน เป็นต้น หากเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้และไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เจ้าหน้าที่ทำการเช็คประวัติแล้ว ลูกค้าจ่ายตรงทุกครั้งก็จะช่วยเหลือด้วยการยกเลิกดอกเบี้ยและค่าปรับล่าช้าให้ โดยจะทำการปรับยอดบัญชีให้ในเดือนถัดไป สำหรับยอดดอกเบี้ยหรือค่าปรับที่เข้ามาในบัญชีลูกค้าก็ไม่ต้องจ่ายให้หักออกจากยอดรวม แล้วจ่ายแค่ยอดที่เหลือเท่านั้น ธนาคารเจ้าของบัตรส่วนมากจะยินยอมให้เกิดกรณีแบบนี้ได้เพียงแค่ไม่เกินปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น ดังนั้น หากลูกค้าลืมจ่ายหลายครั้ง ครั้งต่อ ๆ มาก็ต้องทำความเข้าใจว่าจำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าปรับด้วย

ส่วนในกรณีของสถานะของบัญชีบัตรเครดิตที่จะรายงานไปยังเครดิตบูโรนั้น หากจ่ายช้าไปเพียงแค่ 2-3 วัน หรือไม่เกิน 30 วัน ก็ถือว่าไม่เป็นไร บัญชียังเป็นสถานะปกติอยู่ ต้องจ่ายช้าเกินกว่า 30 วัน ขึ้นไป ก็จะถือว่ามีสถานะจ่ายล่าช้า และหากเกินกว่า 90 วัน ขึ้นไป ก็ถือเป็นหนี้เอ็นพีแอล (NPL) หรือหนี้เสีย ที่จะเริ่มมีปัญหาหากต้องการขอกู้เงินหรือขอสินเชื่อใหม่ในอนาคต
1465424763

ขั้นตอนการวางแผนการเงิน เพื่ออนาคตที่สดใสของลูกน้อย

หากอย่างที่คุณเคยได้ยินที่หลายๆคนนั้นกล่าวมาตลอดว่าจริงๆแล้วการมีลูกคนหนึ่งจะทำให้คุณนั้นจนไปเป็น 10 ปีเลย ซึ่งสำหรับหลายๆคนนั้นอาจจะตอบว่าจริงๆ และที่มีคำกล่าวเหล่านี้ออกมานั้นก็เพราะว่าการที่คุณมีลูกนั้นคุณจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการรับประทาน หรือจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อของต่างๆนานา และที่สำคัญที่สุดเลยนั้นก็คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้หากคุณนั้นไม่ได้มีการวางแผนมาแล้วล่วงหน้าละก็ บอกได้เลยว่าคำกล่าวนั้นคุณก็จะประสบพบเจอโดยเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่จะช่วยคุณได้ จากการเจอปัญหาเหล่านี้ก็คือการที่คุณนั้นจะต้องมีการวางแผน

เพราะฉะนั้นเอาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อนเลยก็คือ การวางแผนการเงินเพื่อการศึกษา เพราะถ้าคุณนั้นสามารถที่จะวางแผนในเรื่องนี้ได้ สำหรับเรื่องอื่นนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปโดยทันที และคุณเองก็จะหมดกังวลสำหรับการวางแผนสำหรับการศึกษาของลูกคุณได้นั่นเอง

สำหรับขั้นตอนในการวางแผนเพื่อการศึกษาของลูกของคุณนั้น มีดังนี้

1.กำหนดเป้าหมาย

 เพราะการกำหนดเป้าหมายให้ลูกของคุณนั้น ไม่ใช่การกำหนดว่าในอนาคตลูกคุณจะต้องเป็นอะไร แต่เป็นการเลือกสถานที่ศึกษาหรือโรงเรียนให้ลูกของคุณนั่นเอง โดยการเลือกโรงเรียนนั้นถ้าให้เลือกเป็นชื่อโรงเรียนเลยนั้นก็อาจจะกว้างเกินไป โดยคุณอาจจะเลือกเป็นโรงเรียนรัฐบาล  โรงเรียนเอกชนหรือจะเป็นนานาชาติ  แต่ถ้าหากว่าคุณกำลัคิดไปไกลอีกหน่อยก็อาจจะเป็นการที่ให้ลูกคุณนั้นได้ไปเรียนที่ต่างประเทศ แต่ถึงอย่างไรก็ตามคุณเองก็จะต้องเริ่มกำหนดการศึกษาให้ลูกของคุณก่อน


2.จัดการค่าใช้จ่าย

  สำหรับการคำนวณค่าใช้จ่ายนั้นคุณสามารถเข้าไปสอบถามกับทางสถานศึกษา เรื่องค่าใช้จ่ายๆต่างๆ หรือหากว่าคุณนั้นยังไม่สามารถที่จะเลือกสถานศึกษาได้ในตอนนี้คุณก็อาจจะเลือกเป็นการหาตารางค่าเฉลี่ยสำหรับค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามระดับต่างๆ เพื่อที่คุณนั้นจะสามารถมาประเมิณค่าใช้จ่ายต่างๆได้  และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการคำนวณเงินเฟ้อจากการศึกษา เพราะจะช่วยให้คุณนั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยคุณนั้นจะต้องคำนวณเพิ่มเข้าไปเป็น 2 เท่า


3.วางแผนการออม

  โดยสำหรับการวางแผนการออมนั้น นี่ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ โดยถ้าหาว่าคุณเริ่มไวในอนาคตคุณนั้นก็จะสามารถช่วยคุณในการลดเงินออมในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยหากว่าคุณนั้นรู้ตัวว่ามีการตั้งท้องคุณเองก็ควรที่จะเริ่มในการเก็บเงินเอาไว้ก่อน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับลูกของคุณ โดยคุณอาจจะมีเงินส่วนหนึ่งที่ได้มีการเก็บออมเอาไว้ ก็สามารถที่จะนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนเพื่อให้เงินของคุณนั้นได้มีการงอกเงยมากยิ่งขึ้นโดยสำหรับแผนการออมเงินนั้นก็มีอยู่มากมายหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณนั้นสามารถที่จะทำได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องเคร่งครัดอะไรมากมายนั่นเอง


4.ตรวจสอบแผน

 และสำหรับขั้นตอนนี้นั้นก็สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นๆเลยทีเดียว เพราะว่าการที่คุณตั้งเป้าหมายแล้วน้นจะต้องมีการทำแผนต่างๆขึ้นมา และทำตามแผนเหล่านี้อย่างมีวินัย แต่อย่างที่เราทราบกันในนาคตเรานั้นไม่มีใครสามารถที่จะกำหนดอะไรได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นแผนการเงินของเรานั้นจะต้องมีการปรับปรุงให้ตรงกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม และอีกอย่างการที่คุณนั้นมีการตรวจสอบนั้นจะเป็นการที่จะกระตุ้นตัวคุณเองให้ทำตามแผนที่คุณได้มีการเอาไว้ตลอดนั่นเอง  และที่สำคัญการที่คุณนั้นได้มีการตรวจสอบยังช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวคุณได้อีกด้วย


5.สอนให้ลูกรู้จักใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า

เด็กที่จะรู้จักใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่าและประหยัดได้นั้น จะต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นคุณจึงควรสอนเข้าให้รู้จักใช้จ่ายเงินตั้งแต่วันนี้เพื่อให้เขารู้คุณค่าของเงิน และจ่ายเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งการฝึกให้เขาติดเป็นนิสัยนั้น จะส่งผลดีต่อเขาในอนาคตมาก ดังนั้นพ่อแม่อย่าพลาดที่จะสอนให้เขารู้จักใช้จ่ายเงินเชียวล่ะ


6.วางแผนก่อนการตั้งครรภ์

สำหรับบางคนที่วางแผนว่าจะมีลูก ควรเริ่มวางแผนออมเงินเพื่อการศึกษาของลูกน้อยตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ไปด้วย เพราะเมื่อมีลูกแล้ว การเก็บออมอาจทำได้ยาก เพราะค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นตามตัว ดังนั้นเริ่มวางแผนตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จะดีที่สุด


เพราะฉะนั้นหากว่าคุณกำลังมองหาวิธีในการวางแผนอนาคตให้กับชีวิตลูกน้อยของคุณแล้วละก็ การวางแผนการเงินสำหรับการศึกษานั้น สามารถที่จะช่วยได้เป็นอย่างดี เพราะจะทำให้ไม่เป็อุปสรรคหากว่าลูกคุณนั้นต้องการจะเรียนในแบบที่เขาอยากเรียน และแน่นอนว่าสามารถที่จะตอบโจทย์ให้กับคุณได้เป็นอย่างดี เพราะแน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนนั้นได้เรียนจบสูงๆเพื่อที่เขานั้นจะได้มีงานดีๆทำ และยังให้ตัวเขานั้นมีอนาคตที่สดใสมากยิ่งขึ้นอีกด้วย และคุณจะสบายใจได้เลยหากว่าคุณนั้นไม่อยู่แล้วเขาก็สามารถที่จะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีตามแผนที่คุณมีไว้ให้เขานั่นเอง ดังนั้นการวางแผนให้กับเขาถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นที่สุดนั่นเองละ
1465341739

ไม่มีใบแจ้งยอด ชำระค่าบัตรเครดิตได้หรือไม่

ปกติผู้ที่ใช้บัตรเครดิตจะได้รับใบแจ้งยอดจากทางธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตทุกเดือน เพื่อทราบรายละเอียดรายการที่เรารูดซื้อสินค้าและบริการในแต่ละรอบบัญชี และมีวันที่ระบุด้วยว่าเราจะต้องชำระหนี้ภายในวันที่เท่าไหร่ ผู้ใช้บัตรเครดิตสามารถนำใบแจ้งยอดไปชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่มีบริการรับชำระค่าบริการต่างๆได้

แล้วคำถามที่ว่าเราจะสามารถชำระหนี้บัตรเครดิต โดยไม่ใช้ใบแจ้งยอดได้หรือไม่ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ เช่น ไม่ได้รับใบแจ้งยอดจากทางธนาคาร ทำใบแจ้งยอดหาย หรือลืมนำใบแจ้งยอดมาจากบ้าน เป็นต้น ก่อนจะตอบคำถามว่าชำระคืนบัตรเครดิตโดยไม่ใช้ใบแจ้งยอดได้หรือไม่ เราจะมาดูกันก่อนว่าในใบแจ้งยอดที่ธนาคารส่งให้ทุกเดือนนั้นมีข้อมูลอะไรอยู่ในนั้นบ้าง

  • ข้อมูลทั่วไป ชื่อ-ที่อยู่ลูกค้า หมายเลขบัตรเครดิต และวงเงินบัตรเครดิต
  • วันสรุปยอดบัญชี และวันกำหนดชำระเงิน
  • ยอดเงินค้างชำระ และยอดเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ
  • ลิสต์รายการที่ผู้ใช้บัตรเครดิตทำการรูดซื้อสินค้าและบริการไปในระหว่างรอบบัญชี เรียงตามวันที่ โดยมีข้อมูลวันที่บันทึกรายการ วันที่ทำรายการ ชื่อรายการและยอดเงิน
  • คะแนนสะสมเดือนปัจจุบัน คะแนนสะสมใช้ไป และคะแนนสะสมคงเหลือ

นอกจากใบสรุปรายการบัญชีตามข้างต้นแล้ว ในใบแจ้งยอดบัตรเครดิต จะมีเอกสารที่ใช้ชำระเงินอีกแผ่นหนึ่งแนบมาด้วย โดยด้านล่างจะมีหมายเลขบัตรเครดิต ชื่อเจ้าของบัญชี จำนวนเงินที่ต้องชำระ วันที่ต้องชำระเงิน และช่องทางชำระเงินระบุไว้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือ ที่ทำการไปรษณีย์ ข้อมูลที่สำคัญอีกอย่างที่อยู่ในใบแจ้งยอดนี้ก็คือแถบบาร์โค้ดที่ใช้สแกน เพื่อความสะดวกสบายในการชำระเงิน


จะเห็นว่าข้อมูลที่อยู่ในใบแจ้งยอดนั้นเป็นข้อมูลสำคัญ และช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระหนี้บัตรเครดิต การนำใบแจ้งยอดไปชำระเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เพราะมีข้อมูลทุกอย่างครบถ้วน แต่หากไม่มีใบแจ้งยอดก็ยังสามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพียงแต่ต้องเตรียมข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ คือ ธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อเจ้าของบัตร และจำนวนเงินที่ต้องการชำระ จะขอแยกอธิบายการจ่ายคืนบัตรเครดิตโดยไม่ใช้ใบแจ้งยอดไว้เป็น 3 กรณีดังนี้

จ่ายคืนบัตรเครดิตกับเคาน์เตอร์ธนาคาร

  • หากชำระผ่านธนาคารเจ้าของบัตร ขั้นตอนก็จะง่าย เพียงยื่นบัตรเครดิตพร้อมบอกยอดเงินที่เราต้องการชำระก็เพียงพอ หรือหากไม่ได้นำบัตรไปด้วย สามารถแจ้งหมายเลขบัตรเครดิตและชื่อที่ระบุบนบัตรแทนก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ในกรณีนี้ต้องมั่นใจว่าเราแจ้งหมายเลขบัตรเครดิตที่ถูกต้อง เนื่องจากบางธนาคารระบบหน้าเคาน์เตอร์กับระบบบัตรเครดิตยังไม่ได้เชื่อมต่อกันจึงไม่แสดงชื่อเจ้าของบัตร หากบอกเลขที่บัตรผิดก็จะเป็นการจ่ายเงินคืนผิดบัญชี
  • หากเป็นบัตรเครดิตต่างธนาคาร กับธนาคารที่รับชำระเงิน นอกจากหมายเลขบัตรเครดิต และยอดเงินที่ต้องการชำระแล้ว เราต้องแสดงเลขที่บัญชีที่เรามีของธนาคารผู้ออกบัตรด้วย หากไม่มีเลขที่บัญชีนี้ ธนาคารผู้รับชำระเงินจะไม่สามารถรับชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการรับชำระหนี้ หมายเลขบัญชีนี้เราสามารถโทรตรวจสอบกับ call center ของธนาคารเจ้าของบัตรได้

ชำระหนี้บัตรเครดิตผ่านทางตู้เอทีเอ็มของธนาคาร


การชำระหนี้บัตรเครดิตผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใบแจ้งยอด โดยข้อมูลที่ต้องเตรียมก็มีหมายเลขบัตรเครดิต และจำนวนเงินที่ต้องการชำระ ตู้เอทีเอ็มในปัจจุบันรองรับการชำระหนี้บัตรเครดิตของเกือบทุกธนาคาร เพียงแค่เลือกธนาคารเจ้าของบัตร และกดหมายเลขบัตรเครดิตให้ถูกต้องเท่านั้น ก็สามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังธนาคาร

ชำระหนี้บัตรเครดิตผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-11


การชำระหนี้บัตรเครดิตกับทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-11 สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ใบแจ้งยอดเช่นกัน ใช้เพียงบัตรเครดิตพร้อมแจ้งยอดที่เราต้องการชำระ ในกรณีนี้พนักงานต้องป้อนหมายเลขเอง ดังนั้น เมื่อเราได้รับใบเสร็จให้ตรวจสอบข้อมูลให้มั่นใจว่าถูกต้อง ทั้งหมายเลขบัตรเครดิต และจำนวนที่ชำระ หากหมายเลขบัตรเครดิตผิดพลาดต้องให้พนักงานแก้ไขทันที
1465253620

วางแผนการเงินอย่างไร ให้ชีวิตมีแต่ความเสถียร

การวางแผนเรื่องการเงินนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอยู่ไม่น้อย แล้วคุณล่ะวางแผนการเงินในกระเป๋าของตัวเองแล้วหรือยัง? ถ้ายังเรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่คุณจะต้องจัดการ

มีเป้าหมายให้กับชีวิตของตัวคุณเอง

ไม่ว่าจะเป็นใครนั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นชีวิตของคนเราก็จะดำเนินไปอย่างไร้ทิศทาง รวมถึงวางแผนว่าเมื่อไหร่ที่คุณจะเกษียณจากการทำงาน ในสมัยนี้ก็คงไม่มีใครอยากเกษียณตัวเองตอนอายุ 60 ปี เพราะมันเป็นช่วงอายุที่หมดไฟ และเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว กว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็แก่เสียก่อน เพราะฉะนั้นการวางแผนชีวิต จะเป็นผลดีต่อตัวคุณเอง นอกจากนี้คนในครอบครัวของคุณยังไม่ต้องลำบากอีกด้วย

ออมเงินอยู่เสมอ 

ทั้งออมเงินเพื่อใช้จ่ายในยามจำเป็น และออมเงินเพื่อลงทุน เงินออมจำทะให้คุณมีหลักประกันในชีวิตในยามลำบาก หรือมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ไม่ต้องเป็นหนี้สินจากความต้องการใช้เงิน เพราะฉะนั้นเมื่อมีรายได้ ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออมเสมอ ไม่จำเป็นต้องกินอยู่อย่างประหยัดสุดขีด ออมในจำนวนที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างไม่ลำบาก แต่อย่าตามใจตัวเองกับสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งหลาย คุณรู้ดีว่าสิ่งใดคือความจำเป็น สิ่งใดคือความอยาก ถ้าคุณวางแผนการออม ออมอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน คุณจะมีเงินเก็บที่เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน และเงินที่เป็นหลักประกันสำหรับสร้างความมั่นคงในอนาคตแน่นอน


การทำบัญชีรายรับรายจ่าย 

จะช่วยให้คุณทราบว่าในแต่ละวันคุณใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง โดยคุณไม่จำเป็นที่ต้องทำงบการเงินที่มีลักษณะเป็นทางการเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่บันทึกรายได้ และค่าใช้จ่ายเพื่อแสดงการเคลื่อนไหวทางบัญชี ที่สำคัญคือ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่มองเห็นคุณค่าของเงิน และฝึกนิสัยการเป็นคนที่คิดหน้าคิดหลัง มีความรอบคอบก่อนที่จะใช้จ่ายแต่ละครั้ง ดังนั้นเพื่อให้สามารถบริหารเงินได้อย่างไม่ติดขัด ลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายกันดู

วางแผนด้านภาษีให้กับตัวเอง 

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นพนักงานบริษัทหรือว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย คงมีความกังวลด้านภาษีอยู่บ้าง เพราะรายได้ที่ได้รับ จะถูกหักไว้จำนวนหนึ่งเพื่อนำส่งกรมสรรพากร เงินจำนวนที่ถูกหักไปนั้นก็เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งหากรวมยอดหักรายปีแล้วล่ะก็เชื่อว่าเป็นเงินก้อนที่น่าจะนำไปทำอะไรได้อีกหลายอย่างทีเดียว เพราะฉะนั้นการวางแผนภาษีเพื่อหาทางลดภาษีเงินได้ที่จะต้องเสียไป จะทำให้คุณสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนต่อยอดได้ การซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่น LTF, RMF หรือประกันแบบออมทรัพย์ นอกจากจะทำให้คุณได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว ยังทำให้ได้ออมเงินในระยะยาว และมีผลตอบแทนการลงทุนที่น่าสนใจอีกด้วย

การวางแผนซื้อบ้าน 

บางคนที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองหรือว่ากำลังอยากได้บ้านเป็นของตัวเองซักหลังนั้นให้คิดซะก่อนว่าบ้านที่คุณจะซื้อนั้นมีราคาที่สูงต่ำมากแค่ไหน เกินความสามารถในการจ่ายหรือว่าศักยภาพในการผ่อนชำระของตัวคุณเองหรือเปล่า หลายคนที่ผ่อนบ้านมาแต่ว่าไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายได้ในเวลาที่กำหนดทำให้จะต้องขายบ้านหรือว่าจะต้องคืนบ้านไปในที่สุดก็ไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองเพราะฉะนั้นถ้าหากว่าคุณกำลังคิดจะซื้อบ้านให้สำรวจความสามารถในการจ่ายเงินของตัวเองด้วยเช่นกัน

ต่อมาเป็นเรื่องของการซื้อรถยนต์ 

เพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง จึงมีหลายคนที่ต้องการเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ความคิดที่ว่ารถยนต์นั้นสามารถเลือกผ่อนชำระในระยะยาวได้ คงไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายรายเดือนมากนัก ทำให้หลายๆคนตัดสินใจซื้อรถยนต์ส่วนตัว แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จะตามมาจากการมีรถยนต์ที่คุณอาจลืมคิดไปนั้น ได้แก่ ค่าประกันรถยนต์ ค่าน้ำมันที่ใช้ในการเดินทาง ค่าตรวจเช็คระยะและซ่อมบำรุงต่างๆตามการใช้งาน ซึ่งรวมๆแล้ว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็เป็นเงินจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว จากที่ตอนแรกคิดว่าจะผ่อนชำระได้สบายๆ ไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ไปๆมาๆกลับกลายเป็นว่ามีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จนไปเบียดบังค่าใช้จ่ายส่วนอื่น หนักเข้าอาจจะถึงขั้นผ่อนชำระต่อไม่ไหวเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นควรคิดให้ดีก่อนเป็นหนี้รถ

วางแผนการเงินของคนในครอบครัวเอาไว้ด้วย 

หลายคนเลยทีเดียวที่มีครอบครัว และมีลูกโดยที่ไม่ได้มีการวางแผนการเงินล่วงหน้า และค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก ทำให้เงินขาดมือ จนถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน เพราะว่าเป็นการสร้างภาระหนี้เพิ่มอีก แต่ถ้าหากว่าคุณได้วางแผนค่าใช้จ่ายเอาไว้ล่วงหน้า คุณก็จะได้ไม่ต้องมาลำบากในภายหลังนั่นเอง

การวางแผนการเงิน จะช่วยให้การเงินมีความคล่องตัวมากขึ้น และลดปัญหาเงินไม่พอใช้ ชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือไม่มีเงินเก็บได้ ฉะนั้นควรเริ่มวางแผนการใช้เงินตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีและมั่นคงในวันหน้า ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ อิสรภาพทางการเงินยิ่งมาถึงเร็วเท่านั้น
1465165737

บัตรกดเงินสด ผ่อนชำระใช้อย่างไรให้คุ้มแบบไม่ต้องเสียดอกมาก

บัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระถือได้ว่าเป็นบัตรที่ใช้สำหรับถอนเงินสดออกมาจำนวนมากได้ โดยส่วนมากแล้วจะมีการอนุมัติวงเงินมาก กว่าบัตรเครดิต  แต่ไม่สามารถนำบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระมารูดใช้จ่ายเหมือนบัตรเครดิตได้ และไม่ควรนำมา ใช้จ่ายแทนบัตรเครดิต เพราะว่าบัตรเครดิตส่วนใหญ่จะมีแต้มสะสมและกิจกรรมพิเศษของแต่ละบัตร ในขณะที่บัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ  เองก็มีคะแนนสะสม หรือโปรโมชั่นรวมถึงสิทธิพิเศษมากมายและบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระมีข้อดีตรงที่มีวงเงินที่ได้สูงกว่าบัตรเครดิตและให้ระยะเวลาการผ่อนคืนกลับมานานกว่า  ทำให้หลายคนยึดบัตรกดเงินสดเป็นเหมือนกับวงเงินฉุกเฉิน ยามเมื่อมีเหตุต้องใช้เงินนั่นเอง


ลักษณะของบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ

บัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งก็คือการนำเงินสดออกมาใช้ก่อน แล้วจ่ายคืนในภายหลัง เรียกได้ว่าหนี้ประเภทนี้จะมีดอกเบี้ยจ่ายที่แพงที่สุด นั่นเป็นเพราะคุณได้เงินสดมาใช้จ่ายล่วงหน้าโดยไม่มีทรัพย์สินใดค้ำประกัน  ซึ่งโดยทั่วไปบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระหากไม่ใช้จะไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ แต่หากใช้ก็จะเสียดอก เบี้ยจ่ายประมาณ 28% ต่อปี  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธนาคารผู้ออกบัตร และการคิดดอกเบี้ยจะคิดตั้งแต่วันที่กดเงินออกมาใช้จ่าย ซึ่งหากจะให้พูดถึงการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระก็ตาม เชื่อว่าคงมีหลายๆคนคงจะพอคุ้นเคยและผ่านตามาบ้าง บางทำมาแล้วไม่รู้ว่ากี่ใบต่อกี่ใบ แต่สำหรับหลายๆคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจชัดเจนว่า บัตรเครดิต กับ บัตรกดเงินสด มันแตกต่างกันอย่างไร ในเมื่อการใช้งานมันก็ใกล้เคียงกัน บางคนที่เคยทำ บัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ กับบัตรเครดิตมานั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันแตกต่างกันหรือไม่


ข้อดีของการมีบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ

คุณสมบัติของบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระก็คือสามารถกดเงินสดได้ แต่สามารถที่จะกดออกมาได้ทีละมากๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตามจำนวนวงเงินที่คุณได้รับอนุมัติในบัตรกดเงินสดนั่นเอง  ซึ่งข้อดีของบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระก็คือวงเงินในบัตรกดเงินสดนั้นจะมากกว่าของบัตรเครดิต  และระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินคืนนั้นมีระยะที่ยาวนานกว่า  มีลูกค้าที่ยังรู้สึกไม่มั่น ใจว่าบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระมันดีจริงหรือ  ตอบโจทย์ในการใช้กดเงินสดได้จริงหรือปล่า บ้านเราเริ่มต้นจากการมีบัตรเครดิตก่อน และยังไม่มีบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ ซึ่งบัตรเครดิตสามารถใช้รูดซื้อสินค้าได้  และกดเงินสดได้ในตัว  ซึ่งมีทั้งแบบกดเงินสดได้ 50% ของวงเงินในบัตร หรือสามารถกดได้ 100% ของวงเงิน แต่จะมีค่าธรรมเนียมการกดเงินสดออกมาใช้ที่หลายคนเจอมาแล้วบอกว่าเป็นดอกเบี้ยมหาโหดมาก


บัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระคิดดอกเบี้ยอย่างไร

แต่ละธนาคารที่มีบริการออกบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระให้กับลูกค้า  จะมีการแจ้งอัตราดอกเบี้ยของการใช้กดเงิน  ซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกสูงสุดแบบไม่เกิน 28% ต่อปี เหมือนกันหมด และธนาคารจะมีเรทดอกเบี้ย หลายเรทที่แบ่งตามกลุ่มฐานรายได้ของลูกค้า หรือแบ่งตามกลุ่มวงเงินที่อนุมัติประมาณ 24%-28% ต่อปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระจะคิดแบบรายวัน คือคุณใช้ในจำนวนวันที่น้อยแล้วทำการชำระคืน  ดอกเบี้ยก็จะถูกคิดที่น้อยวัน แต่หากคุณใช้ระยะยาว ดอกเบี้ยก็จะคิดไปตามจำนวนวันนั้น ๆ จนกว่าคุณจะชำระหมด  โดยหากมียอดที่มีการชำระเข้ามาเมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ที่ในแต่ละรอบบัญชีแล้ว ก็จะหยุดคิดดอกเบี้ยตามจำนวนยอดเงินนั้น ๆ  ซึ่งคงคิดแต่ยอดเงินที่ยังค้างชำระอยู่เท่านั้น


สำคัญที่สุดของบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระคือ  ไม่ว่าคุณจะกดเงินสดจากตู้ไหน ๆ  หรือธนาคารใด  ทางธนาคารผู้ออกบัตรฯ  จะไม่คิดค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น  บางธนาคาร  สามารถใช้กดเงินได้จากตู้ ATM ของธนาคารผู้ออกบัตรเท่านั้น  และบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ ของบางธนาคารสามารถกดได้จากทุกตู้ATM ทั่วประเทศไทย  และมีธนาคารอีกจำนวนหนึ่งสามารถ กดได้จาก ATM ทุกตู้ ที่มีสัญลักษณ์ในกลุ่ม Pool ของแต่ละกลุ่มทั่วโลก  ซึ่งที่กล่าวมาคือไม่มีค่าธรรมเนียมการกดเงินสด และเมื่อคุณกดเงินสดออกมาใช้ ในระยะเวลาหนึ่ง แล้วเราสามารถชำระคืนได้แล้ว  คุณไม่จำเป็นต้องรอใบแจ้งหนี้ของเดือนถัดไปมาเรียกเก็บก่อนแล้วค่อยไปจ่าย  เพราะอย่าลืมว่าดอกเบี้ยเดินอยู่ทุกวัน  ถ้าเงินคุณพร้อมแล้ว ก็ใช้ใบแจ้งหนี้เดิม ที่มีบาร์โค๊ด และให้นำไปชำระเงิน ณ จุดรับชำระเงินของธนาคารผู้ออกบัตรนั้น ๆ ได้ทันที จะทำให้ดอกเบี้ยหยุดทันที


สิทธิประโยชน์ของบัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ

บัตรกดเงินสด  ผ่อนชำระ ที่ส่วนใหญ่ฟรี ! ค่าธรรมเนียมการกดเงินสด ทุกตู้ ATM และเมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ย แบบลดต้นลดดอกแล้ว ให้คิดดอกเบี้ยจำนวนวันตามที่ใช้จริงเท่านั้น ที่สำคัญคือสมัครเพียงครั้งเดียวสามารถใช้ได้ตลอดไป ซึ่งไม่ต้องมีหลักทรัพย์  หรือ บุคคลค้ำประกันและ ยังใช้เป็นวงเงินหมุนเวียนได้ตลอด เมื่อชำระยอดเงินคืน  อาจได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย อย่างการสะสมคะแนนจากการใช้บัตร เพื่อแลกรับของรางวัล หรือใช้สิทธิพิเศษผ่อนสินค้า 0%

1465001005

คนค้ำประกันทำอย่างไร เมื่อลูกหนี้หนีไปอย่างไร้ร่องรอย

การค้ำประกัน หมายถึงการประกันการชำระหนี้แทนบุคคล เป็นสัญญาประเภทหนึ่ง  ระหว่างบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ โดยมีเงื่อนไขคือ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจะเป็นผู้รับภาระหนี้แทน เป็นการรับประกันว่าอย่างไรเสีย เจ้าหนี้ก็จะได้รับเงินคืนแน่นอน รูปแบบการค้ำประกันเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ค้ำประกันหลายคนละเลยที่จะศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนลงนามในสัญญา เมื่อลูกหนี้ผิดสัญญากู้ยืมเงิน จึงทำให้ภาระหนี้มาตกอยู่กับผู้ค้ำประกัน ก่อนการค้ำประกันจึงควรพิจารณาให้รอบคอบว่าถ้าลูกหนี้ผิดสัญญา ตัวเองจะมีความสามารถในการรับชำระหนี้แทนหรือไม่ คราวนี้เรามาดูรูปแบบการค้ำประกัน และรายละเอียดของการค้ำประกันแต่ละแบบดูก่อน

รูปแบบการค้ำประกันต้องมีหลักฐานของผู้ค้ำ

รูปแบบการค้ำประกันจะต้องมีสัญญาจากผู้ค้ำประกัน ที่สัญญาว่าจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ถ้าหากลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้  ไม่ว่าหนี้ที่ค้ำประกัน จะเป็นหนี้อะไรก็ตาม อย่างหนี้เงินกู้ หนี้ค่าสินค้า หนี้การก่อสร้าง ฯลฯ  ซึ่งหลักเกณฑ์หรือรูปแบบการค้ำประกันในการทำสัญญาค้ำประกันนั้น  จะต้องทำตามหลักเกณฑ์คือ จะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง และ ต้องลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดี เพื่อให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันแล้วก็จะไม่ทำให้ได้ประโยชน์เพราะไม่สามารถฟ้องบังคับผู้ค้ำประกันได้ 


ชนิดสัญญาของรูปแบบการค้ำประกัน  

สัญญาของรูปแบบการค้ำประกันอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ 1.สัญญาการค้ำประกันอย่างไม่จำกัดจำนวนกล่าวคือ ลูกหนี้ต้องรับผิดชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่  ผู้ค้ำประกันก็จะต้องชดใช้ให้แก่เจ้าหนี้ในจำนวนเท่ากันกับลูกหนี้ด้วย เท่ากับว่าผู้ค้ำจะต้องรับผิดชอบทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย   รวมถึงค่าเสียหายในการผิดนัดชำระหนี้ ค่าภาระติดพัน ตลอดจนค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการฟ้องร้องบังคับคดี และ  2.สัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิด กล่าวคือ ผู้ค้ำประ กันได้ระบุจำนวนเอาไว้ว่าจะรับผิด แต่ไม่เกินจำนวนตามที่ได้ระบุไว้เท่านั้น  หากลูกหนี้ผิดนัดโดยไม่ชำระหนี้แล้ว ผู้ค้ำประ กันก็จะใช้หนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้เฉพาะเท่าจำนวนที่ระบุไว้เท่านั้น    


รูปแบบการค้ำประกัน ที่ผู้ค้ำพ้นจากความรับผิดในกรณีลูกหนี้หนีหนี้

ผู้ค้ำประกันไม่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้  ในกรณีหากลูกหนี้ที่คุณเป็นผู้ค้ำประกันนั้นได้กำหนดวันชำระหนี้ไว้แน่นอน และเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ทำให้ผู้ค้ำประกันสามารถหลุดพ้นจากความรับผิดได้   และเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันขอชำระหนี้แทนลูกหนี้  แต่หากเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ผู้ค้ำประกันก็ถือว่าหลุดพ้นจากความรับผิดเช่น กัน ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้


ลักษณะของสัญญารูปแบบการค้ำประกัน

การค้ำประกัน คือการที่บุคคลภายนอกได้เพิ่มการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าหนี้ ซึ่งลักษณะของสัญญาที่เป็นรูปแบบค้ำประกันจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะทำการฟ้องร้องบังคับคดีได้และหนี้ที่ค้ำประกันได้ต้องเป็นหนี้ที่สมบูรณ์เท่านั้น ซึ่งสาระ สำคัญของสัญญารูปแบบการค้ำประกัน แยกออกได้เป็น 5 ประการ คือ สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาอุปกรณ์ ,และผู้ค้ำประกันต้องเป็นบุคคลภายนอก  ซึ่งบุคคลภายนอกจะต้องผูกพันหรือทำการเซ็นต์สัญญาตนต่อเจ้าหนี้ว่าเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นจะชำระแทน ซึ่งการค้ำประกันนั้นเป็นการทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับบุคคลภายนอกที่มาเป็นผู้ค้ำประกัน และกฎหมายมิได้กำหนดแบบของสัญญาค้ำประกันไว้  


หน้าที่และความรับผิดของรูปแบบการค้ำประกัน ของผู้ค้ำ

สิทธิและหน้าที่รวมถึงความรับผิด ของผู้รับประกัน ที่หลายคนยังไม่ทราบว่าจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง เพราะมีหลายคนที่ไปค้ำประกันบุคคลในครอบครัว เพื่อนฝูง  คนใกล้ชิด ลูกจ้าง ฯลฯ  เรียกได้ว่าเป็นการทำให้ตัวเองอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เมื่อบุคคลที่ไปค้ำประกันเกิดมีการผิดนัดชำระหนี้หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เบี้ยวหนี้ ไม่ยอมจ่าย” และหลบหน้าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือแต่ความเศร้าและความทุกข์ใจอยู่กับผู้ค้ำประกัน ที่ไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไรดี จะก้าวไปข้างหน้าก็ไปไม่ถึง จะถอยหลังก็ไม่ได้ แต่หากอยู่เฉยๆ ก็ถูกทวงหนี้ จนบางรายถึงขนาดฆ่าตัวตายเลยก็มี

1464907772

สินเชื่อเงินสด มีรูปแบบไหนบ้าง

สินเชื่อเงินสด คือสินเชื่อที่ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินสดจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินมาใช้ก่อน แล้วค่อยชำระคืนในภายหลังพร้อมดอกเบี้ย สินเชื่อเงินสดเป็นรูปแบบสินเชื่อที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หรือเงินเดือนประจำที่แน่นอน เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อเงินสดจะดูหลักฐานเงินเดือนและรายได้ของผู้ขอสินเชื่อเป็นหลัก การอนุมัติสินเชื่อและวงเงินที่จะได้รับขึ้นอยู่กับการพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตของผู้ขอสินเชื่อ หากผู้ขอสินเชื่อเคยมีประวัติสินเชื่อกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินอยู่ก่อนแล้ว และมีประวัติการจ่ายคืนที่ดี ไม่จ่ายล่าช้า ก็จะทำให้การพิจารณาอนุมัติทำได้ง่ายและวงเงินที่ได้รับก็จะมากขึ้นไปด้วย

รูปแบบของสินเชื่อเงินสดก็มีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเงินสดในแต่ละประเภทนี้ก็จะมีรูปแบบการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ย และการชำระคืนที่แตกต่างกันไป แต่ทั้ง 3 ประเภทถูกนับรวมเป็นสินเชื่อเงินสด ก็เนื่องจากผู้ขอสินเชื่อสามารถใช้ทั้งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือแทนเงินสดหรือสำหรับกดเงินสดเพื่อที่เราจะนำไปใช้จ่ายตามความจำเป็นล่วงหน้า

  • บัตรเครดิต ถือเป็นสินเชื่อเงินสดประเภทหนึ่งที่มีมานานก่อนสินเชื่อเงินสดประเภทอื่น ๆ จุดมุ่งหมายของการใช้บัตรเครดิตคือใช้รูดที่ร้านค้าเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการแทนเงินสด โดยที่เราไม่ต้องมีเงินสดอยู่ในบัญชีบัตรเครดิต โดยทางธนาคารหรือสถาบันการเงินมีช่วงเวลาปลอดดอกเบี้ยไว้ให้ตามรอบบัญชีและสูงสุดถึง 55 วัน หากรูดซื้อสินค้าหรือบริการไปแล้ว ชำระคืนภายในกำหนดเวลาที่แจ้งในใบแจ้งยอดบัญชี ก็จะไม่มีดอกเบี้ย แต่หากชำระหลังจากวันที่กำหนดก็จะมีดอกเบี้ย โดยดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงสุดจะอยู่ที่ไม่เกิน 20% ต่อปี
วงเงินของสินเชื่อบัตรเครดิตจะอยู่ที่ 2-3 เท่าของเงินเดือน ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเครดิตจะคิดเป็นรายปี ขึ้นอยู่กับประเภทของบัตรเครดิตของแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน เรายังสามารถใช้บัตรเครดิตเพื่อกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ กรณีที่เราจำเป็นต้องใช้เงินสดอย่างเร่งด่วน แต่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการกดเงินสด 2-4% และต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่เริ่มกดเงินสด

  • บัตรกดเงินสด เป็นสินเชื่อเงินสดอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่บัตรเครดิต แต่เป็นบัตรที่เอาไว้ใช้กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มเท่านั้น ไม่สามารถใช้เพื่อนำไปรูดซื้อสินค้าหรือบริการได้ วงเงินของบัตรกดเงินสดจะอยู่ที่ 2-5 เท่าของเงินเดือนหรือรายได้ ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติตามความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตของผู้ขอสินเชื่อ บัตรกดเงินสดนี้หากเรายังไม่ได้กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม เราจะยังไม่เป็นหนี้ เราจะเป็นหนี้ก็ต่อเมื่อเริ่มกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มเท่านั้น โดยดอกเบี้ยจะเริ่มคิดตั้งแต่วันแรกที่เรากดเงินสดออกมาใช้ เราจะสามารถกดเงินสดออกมาใช้ได้สูงสุดเท่าที่วงเงินอนุมัติเท่านั้น หากเราชำระคืนเงินสดที่กดออกมา เราก็จะได้วงเงินของเรากลับคืน เพื่อสามารถกดเงินสดออกมาใช้ได้ในอนาคตอีก
ดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดค่อนข้างสูง อยู่ที่ 28% ต่อปี แต่บัตรกดเงินสดจะไม่มีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดแต่ละครั้งอีก คิดแค่ดอกเบี้ย 28% นี้เท่านั้น บัตรกดเงินสดเหมาะสำหรับคนที่มีความต้องการใช้เงินสดด่วนเป็นครั้งคราวและสามารถหาเงินมาคืนหนี้ได้เป็นระยะ ๆ ถือว่าเป็นสินเชื่อหมุนเวียน ไม่ใช่สินเชื่อระยะยาว เป็นการขอวงเงินเตรียมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินต้องการใช้เงินสด ไม่ใช้ก็ไม่เสียอะไร

  • สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นสินเชื่อเงินสดอีกประเภทหนึ่งที่ผู้ขอสินเชื่อมีความต้องการใช้เงินก้อนใหญ่และจะทยอยชำระคืนเป็นงวด ๆ ในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3 ปี 5 ปี เป็นต้น วงเงินของสินเชื่อส่วนบุคคลจะอนุมัติที่ 5 เท่าของเงินเดือนหรือรายได้ ดอกเบี้ยจะคิดสูงสุดที่ 28% ต่อปี การจ่ายคืนสินเชื่อจะคิดเหมือนกับสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ คือเป็นแบบลดต้นลดดอก
เมื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารและสถาบันการเงินจะโอนเงินตามวงเงินที่ได้รับอนุมัตินี้เข้าบัญชีของผู้ขอสินเชื่อ ผู้ขอสินเชื่อก็สามารถเบิกหรือถอนเงินสดนั้นมาใช้จ่ายได้ โดยผู้ขอสินเชื่อจะถือว่าเป็นหนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับโอนเงิน ดอกเบี้ยก็จะคิดตั้งแต่วันที่ได้รับโอนเงินเช่นเดียวกัน สินเชื่อส่วนบุคคลนี้จะมีกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระคืนเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนในแต่ละเดือน เช่น หากเรามีเงินเดือน 20,000 บาท ได้รับอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลที่ 5 เท่า คือ 100,000 บาท ธนาคารจะโอนเงิน 100,000 บาทให้เราเพื่อไปใช้ โดยเราต้องผ่อนชำระคืนธนาคาร หากคิดระยะเวลาสูงสุดที่ 5 ปี ดอกเบี้ย 28% เงินที่ต้องผ่อนรายเดือนก็จะอยู่ที่ประมาณเดือนละ 4,000 บาท 60 งวด เป็นต้น

เราจะเห็นว่าสินเชื่อเงินสดทั้ง 3 รูปแบบที่กล่าวมาข้างต้นมีความแตกต่างกัน และทุกประเภทมีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เนื่องจากสินเชื่อเงินสดเป็นสินเชื่อประเภทที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดอกเบี้ยเลยแพงกว่าหากเป็นกรณีขอสินเชื่อบ้านหรือรถยนต์ เนื่องจากหากผิดนัดชำระหนี้ธนาคารหรือสถาบันการเงินยังสามารถบังคับยึดบ้านหรือยึดรถยนต์ได้ แต่สินเชื่อเงินสดไม่มีจึงต้องคิดดอกเบี้ยแพงกว่ามาก ความจำเป็นที่คนจะต้องเลือกใช้สินเชื่อเงินสดก็เพราะเราไม่มีทรัพย์สินที่เป็นบ้านหรือรถยนต์ ก่อนพิจารณาเลือกขอสินเชื่อเงินสดจึงควรพิจารณาให้รอบคอบถึงความจำเป็นในการต้องใช้จ่าย เพราะต้องเสียดอกเบี้ยแพงมาก

นอกจากนั้นผู้ขอสินเชื่อควรเลือกใช้สินเชื่อตามลักษณะของสินเชื่อแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม เช่น หากเราแค่ต้องการวงเงินสดที่สามารถเบิกได้เป็นครั้งคราวก็ควรเลือกใช้บัตรกดเงินสด เพราะไม่มีค่าธรรมเนียม เมื่อกดเงินสดไปใช้แล้ว ก็ให้รีบหาเงินมาคืนพร้อมดอกเบี้ยให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแพง และไม่ควรเลือกกดเงินสดจากบัตรเครดิต เนื่องจากต้องเสียค่าธรรมเนียมกดเงินสดที่ 2-4% ด้วย

ธนาคารและสถาบันการเงินปัจจุบันก็แข่งขันกันพร้อมจะให้สินเชื่อกันตลอดเวลา ยิ่งหากเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ธนาคารได้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันแรกและเป็นระยะยาว ก็จะพยายามเสนอสินเชื่อส่วนบุคคลนี้ หากเราไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินก้อนก็ไม่ควรหลงคารมของเจ้าหน้าที่ที่โทรมาเสนอขาย ควรเน้นย้ำว่าเราต้องการวงเงินสินเชื่อแบบหมุนเวียนแบบบัตรกดเงินสดเท่านั้น ส่วนหากเป็นกรณีที่เราต้องการขอสินเชื่อส่วนบุคคลก็ควรสอบถามถึงเงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ของสินเชื่อให้เข้าใจมากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจ

1464824110

Statement คืออะไร วิธีการและการขอของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร

ปัจจุบันในการจะทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการยื่นขออนุมัติต่าง ๆ เช่น การทำสินเชื่อบ้าน รถ คอนโด การขอวีซ่าเพื่อการเรียนต่อต่างประเทศ การสมัครบัตรเครดิตหรือแม้กระทั่งการสมัครงานในที่ใหม่บางแห่ง และจิปาถะอื่น ๆ อีกมากมาย มักจะมีเอกสารสำคัญอย่างหนึ่งที่กลายมาเป็นส่วนประกอบหลักในการติดต่อธุระที่ว่ามาข้างต้นเสมอ เอกสารสำคัญนั้น ก็คือ Statement

Statement คืออะไร ? ในวงการธนาคาร คำนี้จะหมายถึงข้อมูลบันทึกรายการเคลื่อนไหวของบัญชีธนาคาร ภาษาชาวบ้านก็คือ การขอดูรายการบัญชีธนาคารย้อนหลังซึ่งจะมีข้อมูลทั้งฝากและถอนให้ดูทั้งหมด และขึ้นอยู่กับการเรียกดูว่าจะย้อนหลังไปกี่เดือน โดยปกติก็เริ่มตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือมากกว่านั้นก็แล้วแต่เรา

ถามว่าแล้วทำไมเราต้องขอดู Statement ย้อนหลังด้วย มีความสำคัญหรือจำเป็นแค่ไหน ? ตอบได้เลยว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากหากเราต้องไปทำธุรกรรมทางการเงินใหญ่ ๆ เนื่องจากว่าตอนนี้การทำธุระกรรมทางการเงินอะไรส่วนใหญ่นอกจากเอกสารประจำตัวหลัก ๆ แล้ว เขายังต้องเรียกดูการเคลื่อนไหวทางบัญชีย้อนหลังของเราด้วย เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันว่าเราจะมีเงินพอในการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เช่น การขอ Statement ในการทำวีซ่าเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเราสามารถที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น

ในการสมัครบัตรเครดิต ก็จะใช้ Statement  เป็นหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถพร้อมที่จะจ่ายค่าบัตรในกำหนดเวลาเสมอ เพราะเป็นเอกสารที่แสดงพฤติกรรมและวินัยการใช้เงินได้อย่างดี หรือแม้แต่การสมัครงานในบางที่ที่เราขอเรียกเงินเดือนมากกว่าหรือเท่ากับที่เก่า เขาก็จะเรียกดูบัญชีย้อนหลังในการรับเงินของเราเพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน ทั้งนี้ในการขอ Statement ของแต่ละธนาคารก็มีช่องทางทั้งที่เหมือน และที่แตกต่างกันด้วย ดังนี้

ธนาคารกรุงไทย

สามารถขอได้ 2 ช่องทางเช่นกัน คือ ทางธนาคารและทางออนไลน์

  • ทางธนาคาร เตรียมบัตรประชาชน และสมุดบัญชีไป ค่าธรรมเนียม 3-6 เดือน เสีย 100 บาท 6-12 เดือน เสีย 200 บาท 2 ปี ขึ้นไป เสียค่าธรรมเนียม 500 บาท
  • ทางออนไลน์ สามารถทำรายการได้ผ่านทางระบบ KTB Corporate Online และทำรายการได้ตามขั้นตอน
ธนาคารกรุงเทพ

สามารถขอได้ 2 ช่องทาง คือ ทางธนาคารและทางออนไลน์

  • ทางธนาคาร คือ การเข้าไปทำเรื่องขอกับเจ้าหน้าที่โดยตรงเลย เอกสารที่ต้องจัดเตรียมไปก็คือ บัตรประชาชน และสมุดบัญชี ส่วนค่าธรรมเนียม ธนาคารมาคิดค่าธรรมเนียมสำหรับบัญชีกระแสรายวัน บัญชีประเภทอื่นหากย้อนหลังไม่เกิน 6 เดือน ก็ไม่เสียเช่นกัน แต่หากขอย้อนหลังมากกว่า 6 เดือน หรือ 12 เดือน ต้องเสียค่าธรรมเนียม 200 บาท และ 2 ปี ขึ้นไปเสีย 500 บาท
  • ทางออนไลน์ จะสามารถขอได้โดยการทำรายการผ่านทางระบบ ibanking ในช่องของบริการพิเศษและกรอกรายละเอียดตามขั้นตอนไป
ธนาคารไทยพาณิชย์

สามารถขอได้ 2 ช่องทาง คือ ทางธนาคารและทาง Callcenter

  • ทางธนาคาร เตรียมเอกสารบัตรประชน  และสมุดบัญชี ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 6 เดือน เสีย 100 บาท หากเกินกว่านั้นค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับแต่ละสาขา
  • ทาง Callcenter เงื่อนไข คือ จะต้องมีบัตรเอทีเอ็มกับทางธนาคาร และสามารถขอทำรายการได้ตลอด 24 ชม. แต่จะขอย้อนหลังได้ไม่เกิน 6 เดือน เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท เอกสารจะถูกส่งมาทางแฟกซ์หรืออีเมล์
ธนาคารกสิกรไทย

สามารถขอได้ 2 ช่องทาง คือ ทางธนาคาร และ ทาง ออนไลน์

  • ทางธนาคาร เตรียมบัตรประชาชนและสมุดบัญชี ค่าธรรมเนียม น้อยกว่า 6 เดือน 100 บาท 6-24 เดือน 200 บาท มากว่า 24 เดือน 500 บาท
  • ทางออนไลน์ สามารถทำได้โดยผ่านระบบ K-email statement ซึ่งจะต้องสมัครเปิดช้านบริการเสียก่อนโดยการสมัครทางงเว็บไซด์ของธนาคาร หรือโทรสมัครที่ K-contact center เงื่อนไขการใช้บริการจะต้องเป็นผู้มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกระแสรายวันของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งข้อมูลจะอัพเดตตลอดผ่านทางอีเมล์ของคุณ และเลือกบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ได้ทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายเดือน
ธนาคารธนชาต

สามารถขอได้ 3 ช่องทาง คือ ทางธนาคาร ทางออนไลน์ และทาง Telecom

  • ทางธนาคาร เตรียมบัตรประชาชน และ สมุดบัญชี ค่าธรรมเนียม ไม่เกิน 6 เดือน เสีย 100 บาท 6 เดือน ขึ้นไป 200 บาท และหากเป็นบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวันก็รอรับได้เลย แต่บัญชีเงินฝากประจำรอไม่เกิน 2 วันทำการ
  • ทาง Internet Banking จะต้องสมัครเปิดใช้บริการกับทางธนาคารหรือทางเว็บไซด์ก่อน และขอย้อนหลังได้ไม่เกิน 3 เดือน ไม่เสียค่าธรรมเนียม
  • ทาง Telecom ต้องสมัครเปิดใช้บริการก่อนเช่นกัน และต้องใช้เบอร์แฟกซ์โทรไปเท่านั้น และสามารถขอได้ไม่เกิน 1 เดือน ฟรีค่าธรรมเนียม
ธนาคารทหารไทย

สามารถขอได้ 3 ช่องทาง คือ ทางธนาคาร ทางออนไลน์ และทาง Callcenter

  • ทางธนาคาร เตรียมบัตรประชาชน และสมุดบัญชี ค่าธรรมเนียม  6 เดือน 100 บาท  6 เดือน ขึ้นไป เสีย 200 บาท
  • ทางออนไลน์ สามารถทำได้ตลอด 24 ชม. ซึ่งมีทั้งระบบ TMB Touch และแอพพลิเคชั่น ME by TMB โดยทั้งสองระบบจะต้องขอเปิดใช้บริการกับทางธนาคารก่อน
  • ทาง Callcenter โดยผ่านบริการ Fundlink IVR สามารถทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เอกสารจะถูกส่งมาทางโทรสาร
จะเห็นได้ว่าการขอ Statement ของแต่ละธนาคารนั้นมีส่วนที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีบริการให้เลือกใช้หลากหลายช่องทางด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามหากคุณมีความจำเป็นต้องขอบัญชีย้อนหลังเพื่อไปทำธุระกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ เราขอแนะนำให้เลือกดำเนินการผ่านทางธนาคารโดยตรงจะดีที่สุด ยอมเสียเวลาสักนิดเพราะจะได้การรับรองที่เป็นหลักฐานชัดเจนแน่นอนกว่า

- 1 - - 2 - - 3 - - 4 - - 5 - - 6 - - 7 - - 8 - - 9 - - 10 - - 11 - - 12 -