เคล็ดลับการเงิน

1466296385

บริหารเงินอย่างไร ให้ฐานะครอบครัวมั่นคง

นอกจากความสำเร็จในหน้าที่การทำงานแล้ว ความมั่นคงทางการเงินก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน หากครอบครัวใดมีฐานะทางการเงินมั่นคง ครอบครัวนั้นต้องพบแต่ความสุขแน่นอน ปัญหาครอบครัวส่วนใหญ่ไม่พ้นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เพราะว่าเงินในปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าอาหาร ค่ายานพหนะ ฯลฯ อย่างไรก็ดี เงินก็ไม่ใช้ทุกอย่างของชีวิต แต่ชีวิตก็ขาดเงินไม่ได้เช่นกัน

การบริหารเงินภายในครอบครัวจะดีได้ต้องร่วมด้วยช่วยกันของทุกคนในครอบครัว เพื่อให้สามารถก้าวผ่านปัญหาและพร้อมรับมือกับปัญหาได้อย่างเต็มที่ ครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ ส่วนมากจะมีสมาชิกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งมีสมาชิกภายในครอบครัวมาก ก็ยิ่งจะพบกับปัญหาทางการเงินในครอบครัวมากขึ้นตามไปด้วย ในกรณีที่ครอบครัวมีสมาชิกมาก ก็ไม่ได้แปลว่าต้องมีรายได้เพิ่มเข้ามามาก แต่หากกลับมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นแทน


ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกอยู่ด้วยกัน 3 คน มีพ่อ แม่ และลูก รายได้ที่เข้ามาใช้จ่ายภายในครอบครัว มาจากพ่อเพียงคนเดียว ทำให้ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้จนกลายเป็นปัญหาการเงินภายในครอบครัว แต่หากเมื่อเปรียบเทียบกับอีกครอบครัวที่มีสมาชิก 3 คนเช่นกัน มีพ่อ มีแม่ และลูก แต่รายได้ที่เข้ามาใช้จ่ายภายในครอบครัวมาจากทั้งพ่อและแม่ ทำให้ครอบครัวนี้มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ทำให้ฐานะทางการเงินของครอบครัวนี้มีความมั่นคงกว่าครอบครัวแรกนั่นเอง


ทั้งนี้ การที่สมาชิกภายในครอบครัวรู้จักการบริหารเงินให้สามารถใช้แบบเหลือกินเหลือใช้ในแต่ละเดือนได้ ก็สามารถช่วยให้ฐานะทางการเงินภายในครอบครัวดีขึ้น เมื่อพบเจอกับปัญหาอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ครอบครัวของคุณจะพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนในครอบครัวอีกด้วย


บริหารเงินอย่างไร ให้ฐานะการเงินมั่นคง

การบริหารเงินภายในครอบครัว ควรเริ่มจากการปรึกษาและร่วมกันหาวิธีแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก่อน อย่างเช่น ผู้ที่เป็นคนหาเงินควรพยายามสร้างรายได้ให้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ คนที่ไม่ได้หาก็ควรประหยัด และรู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์


มีการวางแผนให้รอบคอบ 

จะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเงินเหลือตอนสิ้นเดือน คุณควรปรึกษากับคนในครอบครัวว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปทำอะไร หรือหากเงินไม่พอใช้ ก็ควรปรึกษาเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เป็นการรักษาสมดุลทางการเงินได้เป็นอย่างดี


ยอมรับความจริง 

ไม่ควรปิดบัง คุณไม่ควรปิดบังเรื่องรายได้ที่เข้ามา และควรบอกค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายว่ามีอะไรบ้างต้องจ่ายจำนวนเงินเท่าไร เพื่อให้เกิดความเชื่อใจกัน ควรมีการตกลงกันในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวของแต่ละคนว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ และควรมีการวางแผนเกี่ยวกับเงินส่วนที่เหลือให้สามารถใช้จ่ายได้ตลอดทั้งเดือน ที่สำคัญอย่ารอจนเกิดปัญหาแล้วค่อยมาปรึกษากัน


ควรมองเงินที่เข้ามาอย่างไร 

สำหรับรายได้ที่เข้ามาภายในบ้านเป็นเงินที่คุณหามาได้เพียงคนเดียว ก็ไม่ควรคิดว่าเงินนั้นเป็นของคุณจะต้องคิดว่าเงินจำนวนนี้เป็นของทุกคนในครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งที่อาจขึ้นเมื่อคุณเริ่มเห็นแก้ตัวเอง


ขั้นตอนการบริหารเงินให้มีความมั่นคง

  • จัดสรรเวลาหาเงิน เวลาพักผ่อน เวลาครอบครัว และเวลาส่วนตัวให้มีความสมดุลกัน ควรปรึกษาทำความเข้าใจกันภายในครอบครัว
  • มีรายได้มากกว่ารายจ่าย เพื่อให้ครอบครัวมีเงินออมทุกเดือน และควรหาวิธีการสร้างรายได้อื่น ๆ หลาย ๆ ทางเผื่อรายได้หลักเกิดสะดุด จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อครอบครัวมากนัก
  • เตรียมเงินไว้ให้ได้อย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่าย ทั้งครอบครัวต่อเดือน เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และสำรองเผื่อฉุกเฉินได้อีกด้วย ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ก็ควรเตรียมไว้ประมาณ 12 เท่าของค่าใช้จ่ายจะดีมากเลยทีเดียว
  • ปลูกฝังให้สมาชิกในครอบครัวรู้จักการประหยัด แต่ไม่ถึงกับไม่ยอมให้ใช้เงินเลย อย่างเรื่องการศึกษาหาความรู้ หรือการท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย ควรมีช่วงเวลาดี ๆ อย่างนี้ ประมาณ 1 ครั้งต่อปี ก็จะทำให้ชีวิตของคุณมีความสุขมากขึ้นได้
  • การก่อหนี้ก็ควร ทำเฉพาะจำเป็น หรือเพื่อการลงทุนเท่านั้น ควรหลีกเลี่ยงการก่อหนี้สินที่ฟุ่มเฟือยไปกับสิ่งไร้สาระ โดยควรควบคุมยอดหนี้สินภายในบ้านทั้งหมดไม่เกิน 1 – 2 เท่าของทรัพย์สินสุทธิที่ครอบครัวมี เพราะหนี้ที่มากเกินไป จะทำให้ชีวิตครอบครัวของคุณไม่มีความสุข และอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างรวดเร็วตามกำหนดอีกด้วย
  • ควรดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัว แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ก็ควรให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยทางจิตใจ และคุณอาจต้องเสียเงินแพง ๆ ไปกับการรักษาอีกด้วย
  • มีวินัยการออมเงิน และสะสมทรัพย์สินเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อให้ฐานะทางการเงินภายในครอบครัวมีความมั่นคงมากขึ้น สามารถรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
นอกจากนี้ การมีครอบครัวใหญ่สมาชิกทุกคนเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ฐานะทางการเงินภายในครอบครัวมีความมั่นคง คุณควรปลูกฝังเรื่องการหารายได้เพิ่มเติมนอกจากรายได้ประจำ ให้สมาชิกรู้จักการออมเงิน รู้จักประหยัดเงิน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป และการรู้ถึงคุณค่าของเงิน เพียงเท่านี้ ครอบครัวของคุณจะมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงได้อย่างแน่นอน เห็นไม่ว่าการช่วยกับของทุกคนในครอบครัวจะทำให้สามารถพ้นผ่านปัญหาทางการเงินได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การวางแผนก่อนใช้เงินจะทำให้คุณสามารถกำหนดจำนวนเงินที่ต้องการเก็บออมได้ และสามารถสร้างฐานะทางการเงินภายในครอบครัวให้มีความมั่นคง ขอให้ครอบครัวของทุกท่านมีความสุขและไม่มีปัญหาทางด้านการเงินอีกต่อไป
1466208452

มาดู จุดอ่อนการเงินของผู้หญิงและผู้ชาย กัน

รื่องการเงินนี่ถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนของทั้งผู้หญิงและผู้ชายเลยก็ว่าได้ ยิ่งช่วงไหนมีโปรโมชั่นสินค้าหรือบริการราคาเซลล์ด้วยแล้ว เชื่อได้เลยว่าไม่ใครก็ใครต่างก็คงจะรีบแจ้นไปอัพเดทเทรนด์การลดราคาซะหน่อย แหม !! ยุคนี้เป็นยุคประหยัดด้วย แต่จะว่าไป การซื้อของในราคาถูกมันก็ดีมากๆ แต่ก็ต้องดูอีกว่าคุณซื้อได้ถูกช่วงจังหวะ หรือเวลาหรือไม่ เพราะหากเงินในกระเป๋าเหลือไม่กี่บาท แต่โหมซื้อของตุนไว้ซะกระเป๋าแห้งแบบนี้ ก็หาใช่สิ่งที่ควรทำไม่ เพราะควรจะมีเงินเหลือเก็บให้พอจ่ายถึงสิ้นเดือน หรือควรมีเงินติดกระเป๋าเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินบ้าง การกระหน่ำซื้อของลดราคา ของฟุ่มเฟือยนี้ เรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนของมนุษย์ส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้

จุดอ่อนทางด้านการเงินที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ

ถึงแม้จากการสำรวจส่วนใหญ่ผู้หญิงจะมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย แต่กลับพบว่าผู้หญิงใช้จ่ายมากกว่าผู้ชายจากการช้อปปิ้งมากกว่า ในขณะที่ฝ่ายชายเองก็สิ้นเปลืองเงินไปกับการสังสรรค์และการเป็นสมาชิกเมมเบอร์ปีละหลายๆพัน ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างก็มีจุดอ่อนทางการเงินด้วยกันทั้งสิ้น ด้วยความเจริญด้านวัตถุที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของหลาย ๆ คนกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมากขึ้น ในขณะที่รายรับอาจจะเท่าเดิมด้วยซ้ำ  ลักษณะสำคัญ คือรู้สึกมีความสุขกับการได้ซื้อข้าวของจำนวนมากเกินความจำเป็น และเริ่มรู้สึกเสียใจเมื่อซื้อแล้วต้องเก็บของเหล่านั้นไว้โดยแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยแถมบางคน เก็บไว้ทั้ง ๆ ที่ยังติดป้ายราคาไว้ก็มี


ชอปกระจายกับของลดราคา

ฝ่ายหญิงมักจะชอปปิงบ่อยมาก บางครั้งไม่ได้ตั้งใจไปซื้ออะไร แต่ไปเดินเล่น แต่ว่าเห็นนั่น นี่โน่น สวย น่ารัก หรืออยากได้ หรือว่าราคาถูกเวอร์ หาที่ไหนไม่ได้แล้ว  ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ส่วนใหญ่มักจะอดใจไม่ไหว และจะต้องซื้อของติดไม้ติดมือกลับมาเชยชมหรือว่าขึ้นหิ้ง…อุ้ย..ม่ายช่าย…เก็บไว้แต่ยังไม่ใช้ รอให้ฝุ่นเกาะซะงั้น แม้แต่ฝ่ายชายเองก็ใช่ย่อย เพราะส่วนใหญ่เวลาเงินเดือนออก มักจะมือเติบ และจ่ายกระจายแบบเล่นของหนักไปเลย ส่วนใหญ่จะเห็นป้ายลดราคาหรือ “Sale”  แล้วนั่งกันไม่ติด ต้องขอมีส่วนร่วมซักชิ้นสองชิ้น คนที่ชอบของลดราคา เพราะมีความรู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากหากซื้อของตอนที่ลดราคา และมักจะกระหน่ำขนซื้อเก็บ เอาไว้มากมาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบมากเหมือนซื้อไปทิ้ง คือขยันซื้อเยอะมากจนลืมว่าซื้ออะไรไปบ้าง แต่ไม่ได้หยิบมาใช้ กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าเคยซื้อมา ของที่ซื้อมานั้นก็เก่าจนเสื่อมคุณภาพไปแล้ว


ซื้อของตามเทรนด์

การซื้อของตามกระแสนิยม เป็นจุดอ่อนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผู้หญิง ชอบของแต่งตัว ทำให้ต้องตามกระแสแฟชั่นบ่อยๆ และต้องซื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเป็นเสื้อผ้า  กระเป๋า รองเท้า ในขณะที่ผู้ชายจะเป็นจำพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  อุปกรณ์กีฬาหรือหนังสือ ลักษณะเช่นนี้อาจเกิดกับผู้ที่ซึมเศร้า  หรือต้องการชอปปิงเพื่อคลายเครียด ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้ทั้งกับคนที่มีรายได้สูง และรายได้ต่ำ แต่ไม่ว่าจะเกิดกับใครก็ตาม มักจะส่งผลทำให้ไม่มีเงินออมมาลงทุน และยังนำไปสู่การเป็นหนี้สิน ทั้งในรูปบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลอีกด้วย การชอปปิงของผู้ชายและผู้หญิง มักจะเน้นตามกระแสแฟชั่น แต่พฤติกรรมความชอบที่แตกต่างกัน จะทำให้รายละเอียดของการชอปปิ้งต่างกันมากทีเดียว


ของแถมล่อใจไม่มีไม่ได้แล้ว  

หนุ่มสาวหลายคนที่มักจะแพ้ป้ายลดราคา ที่เห็นทีไรเป็นต้องซื้อทันที ไม่ว่าของที่ลดราคานั้น จะเป็นการลดจากราคาที่เพิ่มขึ้นมาแล้วเพื่อทำการลดลง รวมถึงการแพ้ของแถม ของแจก แบบซื้อสองแถมหนึ่ง หรือซื้ออันนั้นแต่แถมอันนี้ คือ ต้องการได้ของแถมจนทำให้ต้องยอมซื้ออะไรก็ตาม แม้ไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์กับตัวมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ได้ของแถม ไม่ว่าจะเป็น กล่องอเนกประสงค์ กระเป๋าเดินทาง กระติกน้ำร้อน-เย็นในตัว  หรือของใช้ในครัวเรือนต่างๆ  ซึ่งบางครั้งของแถมเหล่านี้ก็มิได้มีคุณภาพดี หรือบางครั้งมีไว้มากเกินจำเป็น ก็จะทำให้เป็นภาระในการจัดเก็บอีกด้วย   สำหรับผู้หญิงที่มักจะตัดสินใจซื้อของได้ง่าย ๆ หากมีของแถมให้ อย่างร้านเครื่องสำอางที่มักจะจัดโปรโมชั่นมีของแถมมาล่อใจตลอด  บางครั้งแค่ต้องการซื้อเครื่องสำอางแค่ชิ้นเดียว พอเข้าไปซื้อก็จะโดนคนขายจูงใจให้ซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งกลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลมากกับสาวๆ ที่เห็นแก่โปรโมชั่น ทำให้บางครั้งออกจากร้านมามักจะไม่ได้สินค้าที่ตัวเองต้องการ แต่ไม่รู้ทำไมกลับมีความภูมิใจว่า “ซื้อแล้วคุ้ม”   ซึ่งการที่ผู้หญิงชอบซื้อของกระจุกกระจิก เพราะเห็นว่าราคาไม่แพงส่งผลทำให้ตัดสินใจซื้อง่าย รู้ไม่หรือไม่ว่าหากซื้อบ่อยๆ เข้าก็คิดเป็นจำนวนเงินเยอะเหมือนกัน  


ของพิเศษไม่รีบซื้อเดี๋ยวหาไม่ได้อีกแล้วนะ

อีกอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงเห็นทีไรมักจะต้องเหลียวหลังมองแล้วมองอีก จนต้องกลับมาซื้อให้ได้คือ เกิดอาการแพ้สินค้ารุ่นพิเศษที่ผู้ชายมักจะบอกว่ามีการผลิตในจำนวนจำกัด หรือไม่มีผลิตอีกแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ที่ต้องการเป็นเจ้าของสิ่งที่พิเศษแตกต่าง  ซึ่งผู้หญิงจะหนักไปทางกระเป๋า น้ำหอม ในขณะที่ผู้ชายก็หนักไปในสินค้าที่คงทนกว่า อย่างนาฬิกา หรือ รถยนต์


จุดอ่อนการเงินหลักๆ ของฝ่ายชาย

ส่วนใหญ่จ่ายเพื่อสร้างการยอมรับ หรือสร้างความประทับใจให้ผู้หญิง เป็นการใช้จ่ายเพื่อการสังสรรค์ การเข้าสังคม ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อครั้งมักจะค่อนข้างสูง และเป็นภาระตามความถี่มากขึ้น การเข้าสังคมกับเพื่อนฝูงนั้น ฝ่ายชายจะมีบ่อยมากโดยเฉพาะหนุ่มโสด ส่วนการใช้จ่ายเพื่อความทันสมัยนั่นเป็นเพราะต้องการการยอมรับในหมู่เพื่อนฝูงว่าตัวเองใช้ของทันสมัยที่สุด และมักจะเผลอจ่ายเงินไปกับของชิ้นใหญ่ โดยไม่ต่อรองราคาซึ่งยังเป็นการซื้อของไม่สืบราคาก่อน

ทั้งหมดนี้ เป็นจุดอ่อนทางการเงินของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ที่ไม่น้อยหน้ากันแบบไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว แล้วคุณมีจุดอ่อนทางการเงินตรงไหนบ้าง หากรู้แล้วว่ามีอะไร ก็ลองพยายามกำจัดจุดอ่อนตรงนั้น เพื่อสุขภาพทางการเงินที่ดีในอนาคต
1466119368

5 ความผิดพลาดของการใช้เงิน ที่คุณทำไปแล้วเสียใจแน่นอน

หากคุณไม่มีการวางแผนเรื่องเงินขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วล่ะก็ เชื่อได้เลยว่า อาจจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาก็ได้ ซึ่งการใช้จ่ายเงิน เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจ  หากพลาดมาจนหมดตัวคุณอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะตั้งตัวได้อีก … หรืออาจจะเฟลไปตลอดเลยก็ได้นะ วันนี้เราเลยมาบอกไว้ก่อนจะได้รู้ตัว กลับตัวทันกับ 5 เรื่องหลักๆ เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินที่ผิดพลาด ที่หากคุณทำไปแล้วอาจจะทำให้คุณต้องมานั่งเสียใจชอกช้ำไปพร้อมกับนั่งซดน้ำใบบัวบกอีกยาวเลยทีเดียว


1.ไม่รู้จักคิดวางแผนเรื่องการใช้จ่ายเงิน

หลาย ๆ คนไม่ชอบที่จะทำการวางแผนการใช้จ่ายเรื่องเงิน เพราะมันน่าเบื่อและอาจจะคิดว่าการวางแผนการเงินจะทำให้คุณ ไม่สามารถซื้อสิ่งที่คุณต้องการได้ แต่หากลองคิดดูว่าในความเป็นจริงแล้ว  การวางแผนมันคือสิ่งที่จะช่วยให้คุณมีอิสระทางการเงินต่างหาก เพราะเมื่อคุณทำบัญชีรายรับรายจ่าย คุณเองก็จะได้มองเห็นอย่างชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ไม่จำเป็นสำหรับคุณ และส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ทำให้คุณสามารถตัดค่าใช้จ่ายเหล่านั้นออกไปได้ และช่วยให้คุณมีเงินเหลือในกระเป๋ามากยิ่งขึ้น ที่ส่วนใหญ่มักจะมองเห็นได้ชัดก็คือ แพ็กเกจโทรศัพท์มือถือของคุณที่จ่ายมาแสนแพงทุกเดือน ทั้ง ๆ ที่บางทีคุณอาจใช้ไม่ถึงลิมิตรที่แพ็กเกจให้มาก็ได้ เดือนหนึ่งอาจจะไม่ใช่จำนวนเงินที่เยอะ แต่ถ้าหากรวม กันเป็นปีๆ เรียกได้ว่าคุณจ่ายเงินก้อนนี้ในจำนวนไม่ใช่น้อยๆ เลย การวางแผนการเงินจะทำให้คุณเล็งเห็นในส่วนนี้ และเปลี่ยนมาเลือกแพ็คเกจโทรศัพท์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน  ซึ่งอาจจะมีราคาถูกกว่านั่นเอง


2.เบี้ยวจ่ายบัตรเครดิต

มีหลายคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต และมักจะจ่ายแบบขั้นต่ำ จนกระทั่งไม่ยอมจ่าย แถมยังคิดว่า หากไม่จ่ายแค่เดือนสองเดือน หรือจ่ายช้าไปหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกเพราะเดือนนี้ภาระเยอะ ซึ่งลองคิดดูว่า หากคุณขอยืมเงินเพื่อนคุณมา แล้วขอผ่อนผันกับเพื่อน แล้วบอกว่าค่าใช้จ่ายคุณเยอะ ก็อาจจะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่สำหรับบัตรเครดิตถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก เพราะธนาคารไม่เห็นใจคุณหรอกนะ ในเรื่องการเงินส่วนตัวของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะเรียกเก็บเงินจากคุณเพิ่มด้วย ทั้งค่าปรับการชำระล่าช้า และดอกเบี้ยที่พอกพูนขึ้น ไหนจะคะแนนเครดิตของคุณที่จะเสียไป แถมยังทำให้คุณกู้สินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคตยากมากยิ่งขึ้น คุณควรตัดประโยคที่ว่า ไม่จ่ายเดือนเดียวไม่เป็นไรหรอก ออกไปจากความคิดของคุณได้เลย เพราะมันจะสร้างแต่ความหายนะให้กับชีวิตคุณอย่างแน่นอน


3.ไม่ยอมศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ   

หากคุณตัดสินใจซื้อบัตรเครดิต สินเชื่อ และ ประกันต่าง ๆ เร็วเกินไป อาจจะทำให้คุณเสียเงินมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการที่คุณไม่ยอมศึกษาหาข้อมูลและเปรียบเทียบให้ดี จะทำให้คุณได้สิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และการใช้งานของคุณจริง ๆ  ก็ได้ และสุดท้ายคุณก็ต้องซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีก กลายเป็นข้อผิดพลาด ที่จะต้องเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ ปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่ให้บริการเปรียบเทียบราคาโดยเฉพาะ ทำให้การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน กลายเป็นเรื่องที่แสนจะง่าย เพียงไม่กี่วินาทีและแค่คลิกไม่กี่ครั้ง ก็จะทำให้เห็นตารางราคาและรายละเอียดต่าง ๆ  ขึ้นโชว์ที่หน้าจอของคุณอย่างรวดเร็วสะดวก และทันใจมาก  


4.ไม่มีเงินเก็บสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

คุณจำเป็นจะต้องเตรียมพร้อมกับเรื่องไม่คาดคิดไว้ ดอกจันไว้เลยว่ามันสำคัญมาก  บางคนอาจจะเก็บเงินฉุกเฉินเอาไว้สำหรับ 3 เดือน บางคนอาจจะหนึ่งปี  แต่การเก็บเงินแบบขั้นต่ำที่มีความจำเป็นสำหรับเงินฉุกเฉิน อาจจะต้องใช้เวลาจะประมาณ 6 – 8 เดือน แล้วแต่ความเตรียมพร้อมของแต่ละคน ซึ่งเงินในส่วนนี้ถือเป็นเงินคนละส่วนกับเงินเก็บออม ทำไมต้องคนละส่วน ? เพราะเงินเก็บออมมีไว้เพื่อเป็นเงินสำหรับช่วงเกษียณอายุ  ชีวิตของคุณอาจจะเจอเรื่องฉุกเฉินได้ โดยไม่ได้นัดหมาย คงไม่ดีแน่หากเจอเรื่องฉุกเฉินแล้วคุณใช้เงินหมดไป จนไม่เหลือเอาไว้ใช้ในยามที่แก่ชรา


5.ไม่สนใจทำประกันอุบัติเหตุ หรือประกันชีวิต

ประกันจำเป็นด้วยเหรอ ? ลองนึกภาพ ถ้าวันวันหนึ่งคุณเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุขึ้นมา ต้องหยุดงาน เงินเก็บที่มีก็ต้องเอามาจ่ายค่ารักษาพยาบาล รายได้ก็ไม่มี แถมมีแต่จ่ายออก เผลอๆเงินไม่พอต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาจ่ายอีก แล้วไหนจะครอบครัวของคุณที่อาจจะะพลอยเดือดร้อนไปด้วย  ดังนั้นการทำประกันทั้งหลายคือการซื้อความเสี่ยงยิ่งคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน และมีรายได้ทางเดียวด้วยแล้วยิ่งต้องทำ ชีวิตมีแต่เรื่องไม่แน่นอนนะคะ อย่าให้เราต้องมานั่งเสียดายเงินเวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันเลยดีกว่า

1465947454

หากเงินเก็บเหลือน้อยหลังลงทุน ควรทำอย่างไร

ในการลงทุนเปิดกิจการเป็นของตัวเองหรือลงทุนในลักษณะอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่จะกระทบกับเราแน่นอนเลยก็คือค่าใช้จ่ายต่างๆที่มาจากการลงทุน ซึ่งเราก็จะนำเงินเก็บที่เราเก็บไว้ เอาออกมาใช้ เอาออกมาลงทุน ส่วนจะมาหรือจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจที่เราลงทุนลงไป โดยในการลงทุนและครั้งเราก็จะหวังผลตอบแทนเพื่อความมั่นของของชีวิตในอนาคต แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในทุกครั้งของการลงทุน ก็อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่ตั้งใจไว้และกว่าจะรู้ตัวอีกที เงินเก็บที่เหลือจากการลงทุนครั้งที่แล้ว ก็เหลือไม่เยอะสักเท่าไหร่แล้ว

การลงทุนแล้วไม่ได้ผลตอบแทนเท่าที่ควร หรืออาจจะได้มีบ้างแต่ไม่เยอะ อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมากในเรื่องของการทำธุรกิจ เพราะนั่นหมายถึงรายจ่ายๆที่ต้องหักออกจากรายรับมันมีมากหรือรายรับที่ได้มา มันยังไม่เพียงพอสักเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อเงินกำไรที่ได้มามันไม่เยอะ ก็ทำให้เงินเก็บที่เราจะนำไปไว้ใช้เพื่อลงทุนต่อก็มีไม่มากเช่นกัน ซึ่งก็จะส่งผลต่อความมั่นคงของบริษัทของเราเป็นอย่างมากในอนาคต และสิ่งที่เราจะทำได้หลังจากนี้ก็คือ

จัดการกับรายจ่ายประจำ

ในแต่ละเดือน สิ่งที่เราได้มาก็คือเงินที่ได้จากการลงทุน แน่นอนว่าเงินในส่วนนั้นก็ต้องมีการหักออกจากรายจ่ายประจำต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าจ้างผู้ช่วย ค่าวัตถุดิบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆอีกมากมาย ซึ่งถ้าหากว่าเราสูญเสียเงินให้กับรายจ่ายต่างๆในแต่ละเดือนมากกว่ารายได้ที่ได้มา นั่นหมายถึงการควักเงินเก็บออกมาจ่ายและก็มีโอกาสอย่างมากเลยล่ะที่ธุรกิจหรือกิจการของเราจะต้องล้มละลาย ฉะนั้นแล้วการจัดการกับรายจ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นการลดภาระรายจ่ายในแต่ละเดือนออกไปบางส่วน หรือการเลือกที่จะลดต้นทุนโดยการใช้ของรีไซเคิลต่างๆ ก็จะช่วยรักษาเงินเก็บของเราไม่ให้ลดน้อยลงไปกว่าเดิมได้ดีอย่างมากเลยล่ะ


ระวังค่าใช้จ่ายยิบย่อยรวมไปถึงรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย

ในการทำกิจการหรือเปิดธุรกิจ นอกจากจะมีรายจ่ายประจำเดือนแล้วก็ยังมีรายจ่ายในแต่ละวัน โดยรายจ่ายในส่วนนี้อาจจะใช้ซื้อของต่างๆที่เอาไว้ใช้อำนวยความสะดวกสบายให้กับเหล่าลูกค้าที่มาใช้บริการ หรือใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเหล่าพนักงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกอม เครื่องดื่มต่างๆ ปากกา อุปกรณ์สำนักงานและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่ารายจ่ายในส่วนนี้ ค่อนข้างจำเป็นต้องใช้ แต่ในบางครั้งเราก็ไม่ควรที่จะควักเงินเก็บเพื่อซื้อบ่อยเกินไป


ระวังค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์

อุปกรณ์แต่ละชิ้นที่เราซื้อมาเพื่อเอาไว้ใช้ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรต่างๆ อุปกรณ์โรงงาน เตาอบขนม ที่นึ่ง และอื่นๆอีกมากมายตามลักษณะของธุรกิจหรือตามลักษณะกิจการของเรา แน่นอนว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป จะมีราคาตั้งแต่หลักพันปลายๆจนถึงหลักแสนเลยล่ะ ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ จำเป็นต้องมีการตรวจเช็คเพื่อซ่อมบำรุงกันอยู่เสมอเพื่อที่จะไม่ให้อุปกรณ์เหล่านั้นพังหรือเกิดความเสียหาย ถ้าหากว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราละเลยในเรื่องของการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆเหล่านั้น อุปกรณ์ต่างๆที่เราละเลยไปก็อาจจะเกิดชำรุดและก็พังในที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงที่เงินเก็บของเรายังน้อยๆ จะเจียดเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์ใหม่ ก็คงมีโอกาสทำให้เงินเก็บหมดได้เลยล่ะ


ระวังความเสี่ยงของการลงทุน

ในการทำธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่เราคิดอยู่เสมอเกี่ยวกับธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่ก็คือความก้าวหน้า และการที่จะทำให้ธุรกิจของเราก้าวหน้าได้ก็คือการลงทุนเพิ่มตามจังหวะที่เราเจอโอกาสที่เหมาะแก่การลงทุน ซึ่งถ้าหากว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เงินเก็บของเรามีน้อย การลงทุนในครั้งนั้นก็อาจจะต้องพิจารณาไม่น้อยเลยล่ะว่าเหมาะสมแก่การลงทุนมากน้อยแค่ไหน มีความเสี่ยงมากมายหรือเปล่า และผลลัพธ์ที่ได้มาจะคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน เรียกได้ว่าจะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นเป็นอย่างมากเลยล่ะ และถ้าหากว่าเราพลาดในส่วนนี้ เรียกได้ว่าอนาคตของกิจการของเราจะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นกับรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นนะ


เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถช่วยรักษาเงินเก็บที่เหลือน้อยของเราไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าหากใครที่กำลังประสบปัญหาในลักษณะนี้อยู่ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกใจหรือกังวลว่าธุรกิจหรือกิจการของเราจะมีวี่แววว่าจะปิดตัวลง เพราะในบางช่วงของการทำธุรกิจ รายได้หรือกำไรต่างๆที่เข้ามาจากการขายสินค้าหรือบริการในบางช่วงเวลาก็มีกำไรที่มาก ขายดีมีลูกค้าแน่นอนตลอด แต่ในบางช่วงก็เงียบเหงา เนื่องจากประชาชนมีรายจ่ายต่างๆที่สำคัญกว่าจึงทำให้ต้องลดรายจ่ายที่ยิบย่อยออกไป ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ ค่าชุดทำงานและอื่นๆอีกมากมาย ฉะนั้นแล้วหากใครที่กำลังประสบปัญหาทำธุรกิจแล้วเงินเก็บเหลือน้อย ก็ควรที่จะรัดเข็มขัดและค่อยๆหาวิธีเพิ่มยอดขาย หาวิธีสร้างกำไรให้กับธุรกิจหรือกิจการให้มากขึ้น ลดรายจ่ายต่างๆที่ไม่สมควรจะมีออกไปให้หมด รับรองได้ว่าธุรกิจหรือกิจการของเราจะสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ
1465857466

วิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต เข้าบัญชี ทำยังไง ?

แม้หลายคนจะยังสงสัยว่าสามารถทำการโอนเงินจากบัตรเครดิตได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือได้ และยังเป็นลักษณะเดียวกับ การกดเงินสดจากบัตรเครดิต และ อาจจะเสียค่าธรรมเนียม 3 %  ของยอดที่กด และอัตราดอกเบี้ยรายวัน 20 %  แต่ก็ควรสอบถามให้แน่ใจก่อนทำการโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น วิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต มีขั้นตอนยุ่งยากอย่างไรมาดูกัน

วิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต เพื่อโอนเข้าบัญชี

การโอนเงินจากบัตรเครดิตเพื่อเข้าบัญชีออมทรัพย์  สามารถทำได้ 2 กรณี ซึ่งเป็นแบบโอนในครั้งเดียว หรือทยอยโอนได้ตามอิสระ แต่ไม่น้อยกว่า 10 % ของจำนวนเงินที่โอน แต่จะมีค่าธรรมเนียม 3%+VAT ของจำนวนเงิน และอัตราดอกเบี้ยรายวัน 20% แบบลดต้นลดดอก และโอนแบบเป็นรอบ ๆ คือเป็นการโอนวงเงินบัตรเครดิตเพื่อเข้าบัญชี ส่วนใหญ่จะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.93 % ต่อเดือน และสามารถทำการผ่อนชำระหนี้ได้แบบแบ่งจ่ายเป็นรายเดือน คือตั้งแต่ 4 เดือนไปจนถึง 10 เดือนซึ่งถ้าขอปิดก่อนครบกำหนดถึงจะมีค่าธรรมเนียม 3% + VAT ของจำนวนเงินที่โอนเข้าบัญชี

หากผูกบัตรเครดิตจะมีวิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต ไปเข้าธนาคารอื่นได้หรือไม่

วิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต หากโอนเข้าบัญชี ตัวเองที่มีการผูกบัญชีของธนาคารเดียวกัน ย่อมทำได้ง่ายและสะดวก รวดเร็วกว่า มีค่าธรรมเนียมตามที่กล่าวไว้ข้างต้น การดึงเงินเพื่อทำการโอนออกจากบัตรเครดิต เพื่อเข้าธนาคาร ปลายทางคือธนาคารอื่นของใครซักคน หรือของคุณเอง แต่คนละบัญชี สามารถทำได้แต่ ไม่เห็นจะได้อะไร ซึ่งอาจจะขาดทุนมากกว่า เพราะเสียอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมหลายต่อมาก อย่างไรเสีย คุณก็ต้องจ่ายคืนเงินกับบัตรเครดิตอยู่ดี  ลองคิดดูว่าหากคุณมีบัตรเครดิต ซักใบสองใบ แล้วก็ ใช้บัตรแรก โอนเงินเข้าบัญชีไปยังบัตรเครดิตที่สอง  และพอถึงรอบที่ ต้องจ่ายบัตรแรก ก็มาเอาหรือมาโอนเงินจากใบที่สองไปให้บัตรแรก อีก  หมุนกันไปหมุนกันมา ซึ่งหากจะทำเช่นนี้ ก็จะทำให้คุณสามารถนำเอาเงินสดมาหมุน ทำอะไรก่อนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกองทุน, ซื้อ หุ้น, ซื้อทอง , ปล่อยกู้, หรือ อื่นๆ ยิ่งถ้าวงเงินในบัตรเป็นแสน ยิ่งแจ๋วเลยล่ะ  แต่มันก็อาจจะยุ่งยากพอสมควร แต่คิดว่ามันดีกว่ากดเงินสดมา เลย อันนี้ยังค่อยๆ ยืดเวลาจ่ายได้ เพราะว่าเอา เงินจากบัตรแรกไปโปะ บัตรที่สองก่อนได้

เรียนรู้ข้อมูลโอนเงินก่อนหาวิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต

การโอนเงินจากบัตรเครดิต ยังมีคนที่ทำอยู่ เพียงแต่ไม่ฟรีคือมีดอกเบี้ย 0.93% ต่อเดือน  สำหรับการโอนวงเงิน 90% ของยอดที่คงเหลือในบัตร การเอาเงินเข้าบัญชีธนาคารก่อนที่จะถอนออกมาใช้ น่าจะดีกว่าการกดเงินออกจากบัตรเอาเอง เพราะวิธีนี้จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 3%+ VAT  นอกจากนี้การปิดบัญชีก่อนก็ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 3 เปอร์เซ็นต์  แต่ต้องแจ้งแล้วโอนเงินทันที ไม่เช่นนั้นจะโดนคิดดอกเบี้ยและ บวกแวทด้วย

สรุปของวิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต กับข้อกำหนดขั้นต่ำ

คือ ต้องผ่อนจ่ายไม่น้อยกว่า 4 เดือน และหากต้องการปิดยอดจ่ายหมดก่อนจะ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 3%+ VAT  และเสียดอกเบี้ยอีก 20%  ต่อปี เงื่อนไขเต็มๆยืมได้ไม่เกิน 90% ของวงเงินคงเหลือ ขั้นต่ำ 10,000 บาท  และผ่อนอย่างน้อย 4 เดือน ไม่เกิน 10 เดือน  แต่ถ้าผ่อนไปแล้วมากยกเลิกทีหลังจะเสียค่าธรรมเนียมของยอดคงค้าง 3% + VAT ซึ่งจะต้องคืนต้นคงค้างทั้งหมดในวันที่แจ้งขอปิดยอด โดยจะไม่มีดอกเบี้ยเพิ่ม


วิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต เข้าบัญชี

วิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต ทำรายการผ่านทางธนาคารแบบออนไลน์ ซึ่งมีบริการเงินสด สั่งออนไลน์ ให้คุณสามารถ โอน หรือเบิกเงินสดได้ทันใจ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ทำการผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมรับเครดิตในการเงินคืน 1% สิทธิพิเศษนี้ สำหรับสมาชิกที่ทำรายการเบิกหรือโอนเงินสด สั่งออนไลน์ผ่านเท่านั้น โดยแต่ละธนาคารก็จะมีเงื่อนไขและข้อตกลงที่ต่างกัน ซึ่งวิธีโอนเงินจากบัตรเครดิต แบบออนไลน์สามารถทำได้ตามขั้นตอนคือ เข้าสู่บริการออนไลน์โดยใช้รหัสผู้ใช้ หรือ (User ID) จากนั้นเลือก ‘บริการทางบัญชี’ จากเมนูด้านบน แล้วมาเลือกที่ ‘บริการด้านบัตรเครดิต’ จากนั้นให้เลือก ‘บริการโอนเงินสด สั่งออนไลน์’  ทำการกดเลือกบัตรเครดิตเพื่อใส่จำนวนเงิน ระยะเวลาผ่อนชำระ พร้อมกับเลขที่บัญชีออมทรัพย์ที่ต้องการให้ธนาคารฯ โอนเงินเข้าปลายทาง  จากนั้นกด “ยืนยัน” การทำรายการวิธีโอนเงินจากบัตรเครดิตของคุณก็จะได้รับเงินสด โอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของท่าน ใน 1 วันทำการ

บัตรเครดิตที่คุณมีได้วิวัฒนาการกลายเป็นการชำระเงินง่าย ๆ จากแค่ใบเดียว เพียงแค่เก็บข้อมูลทางการเงินของคุณไว้ที่บ้าน ทั้งบัญชีธนาคาร แค่นำบัตรเครดิตติดตัวคุณไปด้วยทุกที่ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกสบาย และคุณยังสามารถสะสมคะแนนและสะสมไมล์ได้เหมือนเดิม ที่สำคัญจะต้องใช้จ่ายให้เป็นและไม่เป็นการสร้างหนี้ให้กับตัว เองด้วยการมีวินัยในการจ่ายชำระเต็มวงนั่นเอง เพียงมีบัตรบัตรเครดิตที่ผูกกับบัญชีออมทรัพย์หรือกระแสรายวันของธนาคาร ก็สามารถใช้บริการการโอนเงินจากบัตรเครดิตเข้าบีในประเทศได้ทันทีแบบทั่วไทย ปลอดภัย รวดเร็วและมั่นใจ สามารถใช้บริการได้ทันทีที่เครื่องเอทีเอ็ม ตลอด 24 ชั่วโมง และได้สลิปเป็นหลักฐานการทำรายการทุกครั้ง ซึ่งสามารถเลือกใช้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ และทางอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย
1465767234

ข้อห้ามที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด เมื่อต้องไปสัมภาษณ์งาน

เมื่อขั้นตอนการสมัครงานของคุณเดินทางมาถึงเวลาที่บริษัทเรียกคุณเพื่อเข้าสัมภาษณ์งานแล้วก็หมายความว่าบริษัทมีความสนใจในตัวคุณ คุณสมบัติของคุณถือว่าได้ผ่านด่านแรกมาเรียบร้อยแล้ว ผลการเรียนหรือประสบการณ์การทำงานในอดีตของคุณเป็นที่น่าสนใจ ส่วนขั้นตอนในการสัมภาษณ์งานที่ปกติทุกบริษัทก็จะมีขั้นตอนนี้ก็เพื่อเป็นการพิจารณาในเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่สามารถพิจารณาจากในเอกสารใบสมัครได้ เช่น บุคลิกภาพของผู้สมัคร หรือต้องการถามความคิดเห็นหรือทดสอบความรู้บางอย่างที่ไม่สามารถทำในเอกสารได้ เช่น ทดสอบภาษาพูด นอกจากนั้นยังต้องการดูในเรื่องอารมณ์ สีหน้า ท่าทางต่าง ๆ ของผู้สมัครในภาวะต่าง ๆ ด้วย ในส่วนของบริษัทเองก็จะถือโอกาสในช่วงสัมภาษณ์ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะงานหรือขอบข่ายความรับผิดชอบในงานที่รับสมัครให้กับผู้สัมภาษณ์ได้ทราบอย่างละเอียดมากขึ้น

ดังนั้นเมื่อคุณผ่านเข้ามาถึงรอบของการสัมภาษณ์งาน การเตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์ถือเป็นเรื่องที่ควรต้องปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาสที่จะได้เข้าทำงานในงานที่เราสมัครก็เหลือแต่ขั้นตอนการสัมภาษณ์นี้เท่านั้น หากไม่เตรียมพร้อมให้ดีก็อาจตกม้าตายได้ในด่านสุดท้าย

วันนี้เรามีข้อแนะนำสำหรับสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด เมื่อคุณต้องเข้าสัมภาษณ์งาน เพื่อคุณจะได้ทราบและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และไม่เสียโอกาสที่ดีในการได้รับงานไปอย่างน่าเสียดายเหมือนกับหลาย ๆ คนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมก่อนไปสัมภาษณ์

ไม่ซักซ้อมการสัมภาษณ์มาก่อน 

ก่อนไปสัมภาษณ์ควรมีการซักซ้อมการสัมภาษณ์ก่อน ปกติคำถามที่จะใช้ในการสัมภาษณ์งานก็จะมีคำถามหลัก ๆ อยู่ เช่น ทำไมถึงอยากทำงานกับบริษัทเรา เหตุผลในการลาออกจากบริษัทเก่า ให้เล่าประวัติของตัวเองแบบคร่าว ๆ อาจมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการทำงานล่วงเวลาว่าเราสามารถทำได้หรือไม่ เป้าหมายของชีวิตในอนาคต งานอดิเรกในเวลาว่างของเรา หรือเรื่องเงินเดือนที่เราต้องการได้รับ หากไม่เตรียมคำตอบในคำถามเหล่านี้ก่อนล่วงหน้าถือว่าไม่ทำการบ้านมาให้ดีพอ ถึงเวลาเจอคำถามแล้วอ้ำอึ้ง คิดคำตอบไม่ทัน หรือตื่นเต้นทำให้ตอบคำถามได้ไม่ดี ก็จะมีผลกับการสัมภาษณ์งาน

ไปสัมภาษณ์งานสาย 

ไปไม่ทันเวลา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการสร้างความไม่ประทับใจตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนไปต้องดูเวลานัดหมายให้ดี ศึกษาเส้นทางที่จะใช้เดินทางไปเพื่อสัมภาษณ์ เลือกใช้เส้นทางหรือวิธีการเดินทางที่มีโอกาสจะผิดพลาดในเรื่องของเวลาให้น้อยที่สุด เหตุผลประเภทรถติด หรือหลงทางทำให้มาไม่ทัน นี่ฟังไม่ขึ้นจริง ๆ ดูแล้วไม่มืออาชีพเลย การไม่ตรงต่อเวลาที่แสดงออกตั้งแต่ครั้งแรกจะทำให้ผู้สัมภาษณ์มองว่าอนาคตเราก็คงมีโอกาสมาทำงานสายแน่ ๆ


ตื่นเต้น กังวล หรือกลัวมากเกินไป 

คุณควรควบคุมอารมณ์ของคุณให้ดี ให้นิ่ง ไม่แสดงออกว่ากลัว กังวล หรือตื่นเต้นมากจนเกินไป ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์อาจนั่งนิ่งเงียบ ๆ เพื่อเรียกสมาธิเพื่อให้จดจ่ออยู่กับการสัมภาษณ์ หายใจเข้าออกช้า ๆ ความตื่นเต้นหรือกังวลอาจทำให้คุณตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ได้ไม่ดี และผู้สัมภาษณ์ก็อาจเห็นว่าคุณไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือระงับความกังวลได้

ไม่สบตาผู้ให้สัมภาษณ์ หลบตา ก้มหน้า 

เป็นการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจ ยิ่งหากมัวแต่มองที่โทรศัพท์มือถือ หรือเอามือเล่นผม จับหน้า แคะเล็บ การกระทำต่าง ๆ เหล่านี้นอกจากแสดงถึงความไม่มั่นใจ ยังแสดงถึงบุคลิกภาพที่ไม่ดีของคุณที่ผู้สัมภาษณ์สามารถสังเกตได้ง่าย เมื่อเข้าสัมภาษณ์ ควรนั่งตัวตรง หลังตรง มือวางไว้ด้านหน้าตักหรือข้างลำตัว ตาควรมองไปที่ผู้สัมภาษณ์เวลาตอบคำถาม เพื่อเป็นการแสดงความสนใจและความตั้งใจของคุณด้วย

ไม่มีคำถามที่จะถาม 

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าคุณมีข้อสงสัยอะไรหรือไม่ เพราะการไม่มีคำถามถามแสดงถึงการไม่ทำการบ้านมาดีพอเช่นกัน เป็นการไม่ได้เตรียมพร้อมหรือเตรียมตัวมา คำถามเหล่านี้จะเป็นการแสดงถึงความสนใจต่อบริษัทหรืองานที่คุณสมัครไป เป็นการต้องการทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ ทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกได้ถึงความสนใจและตั้งใจจริงของคุณ ก่อนไปสัมภาษณ์คุณควรเตรียมคำถามไว้สัก 2-3 คำถามเผื่อ อาจเป็นคำถามที่เกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบในงาน เช่น ความยากที่สุดของงานที่เราต้องทำอยู่ตรงไหน หรืออาจถามย้ำอีกครั้งในเรื่องของเวลาทำงานก็ได้

ถามเรื่องเงินเดือนก่อน 

เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด ควรให้ผู้สัมภาษณ์เป็นผู้ถามเราแล้วเราค่อยบอกเงินเดือนที่อยู่ในใจเราออกไป การสัมภาษณ์ควรเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปและเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบในตัวงานก่อน เรื่องเงินเดือนโดยปกติผู้สัมภาษณ์ของแต่ละบริษัทจะไว้ที่ส่วนท้ายของการสัมภาษณ์อยู่แล้ว ดังนั้นให้รอก่อนไม่ควรชิงถามไปก่อน เพราะจะดูไม่ดี และที่สำคัญอีกอย่างคือ ไม่ควรถามเน้นแต่เรื่องของหยุด หรือคำถามที่แสดงออกว่าคุณไม่อยากทำงานหนักหรือไม่อยากรับผิดชอบมาก

ไม่สามารถบอกจุดอ่อนหรือจุดด้อยของตัวเองได้ 

ปกติคำถามยอดฮิตของการสัมภาษณ์ก็จะมีให้บอกข้อด้อยของตัวเอง ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณบอกข้อด้อยของคุณไปแล้วจะดูไม่ดี แต่ตามหลักจิตวิทยาที่ดีคือคนเราควรรู้ข้อด้อยของตัวเองเพื่อที่จะสามารถปรับปรุงได้ แต่หากคุณไม่รู้ข้อด้อยแล้วคุณจะปรับปรุงที่ตรงไหน ทุกคนต้องมีทั้งข้อดีและข้อด้อย ดังนั้นควรคิดพิจารณาถึงข้อด้อยของตัวเอง และสามารถตอบได้ พร้อมกับบอกด้วยว่าเราจะสามารถปรับปรุงหรือแก้ไขข้อด้อยของเรานั้นได้อย่างไร

พูดถึงบริษัทหรือที่ทำงานเก่าในแง่ที่ไม่ดี 

ผู้สัมภาษณ์ต้องถามอยู่แล้วว่าทำไมถึงลาออกจากที่เก่า คุณก็เตรียมเหตุผลที่จะตอบไป แต่คุณไม่ควรที่จะพูดถึงบริษัทเก่า เจ้านายเก่า หรือเพื่อนร่วมงานเก่าในแง่ที่ไม่ดี แม้ว่าในความเป็นจริงอาจจะมีปัญหากันจริงแล้วลาออกก็ตาม เพราะนั่นจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเข้ากับคนอื่น ๆ ไม่ได้ของคุณ และเป็นการบอกว่าคุณมองโลกในแง่ร้าย ที่สำคัญบริษัทใหม่ก็จะคิดว่าหากคุณลาออกจากที่นี่ไป ก็คงไม่พ้นที่คุณจะเอาบริษัทหรือคนของบริษัทไปพูดในแง่เสียหายได้เหมือนกัน ดังนั้นข้อนี้ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด

หากคุณระวังและหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ตามที่เขียนไว้ด้านบนและเตรียมตัวของคุณเองให้พร้อมมากที่สุดเพื่อเปิดรับโอกาสของการสัมภาษณ์งานและทำให้ดีที่สุด ความสำเร็จสมหวังในการได้งานที่สมัครไปก็คงไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน
1465681685

คลายข้อสงสัย หากมีหนี้ค้าง ปิดบัตรเครดิตได้ไหม ?

หากการใช้บัตรเครดิตไม่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง หรือบัตรที่ถืออยู่นั้นไม่มีผลประโยชน์อะไร ก็อาจจะคิดเพื่อไตร่ตรองดูว่าสมควรที่จะยกเลิกบัตรแล้วไปสมัครบัตรใหม่ที่มีผลประโยชน์มากกว่าดีไหม แต่ก่อนจะทำการแจ้งปิดบัตรเครดิต ก็จะต้องแน่ใจก่อนว่าคุณได้ชำระค่าต่างๆ ครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งจะทำการปิดบัตรนั้นๆ ได้ หลายคนสงสัยว่าหากมีหนี้ค้าง  ปิดบัตรเครดิตได้ไหม

เมื่อมีหนี้ค้าง  ปิดบัตรเครดิต ได้หรือไม่

การแจ้งสถาบันการเงินเพื่อขอทำการยกเลิกบัตรเครดิต เจ้าของบัตรจะต้องทำการตรวจสอบใบแจ้งหนี้ของเดือนสุดท้ายและชำระให้ครบถ้วนก่อน จึงจะถือว่าเป็นการปิดบัตรได้อย่างสมบูรณ์ และเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มียอดของหนี้บัตรเครดิตคงค้างใดๆ  ซึ่งคุณสามารถโทรสอบถามได้ที่คอล เซ็นเตอร์ ของสถาบันการเงินนั้นๆ เพื่อให้ทราบยอดที่แน่ชัดได้ และสะดวกกว่าการที่จะต้องรอรอบบิลถัดไป ซึ่งการตรวจสอบคะแนนสะสมที่คงค้างอยู่ ถือเป็นการรักษาสิทธิที่ผู้ถือบัตรจะต้องได้รับ ก่อนปิดบัตรเครดิต  โดยผู้ถือบัตรจะต้องตรวจสอบคะแนนสะสมเพื่อทำการแลกของรางวัลตามเงื่อนไขของคะแนนที่มีอยู่เพื่อให้แน่ใจว่าการปิดบัตรเครดิตของคุณนั้นสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่


มีหนี้ค้าง  ปิดบัตรเครดิตมีเงื่อนไขไดบ้าง

ก่อนทำการปิดบัตรเครดิต และมีความประสงค์ที่จะสมัครบัตรใหม่ที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า ก็ควรทำการศึกษาไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะเมื่อทำการปิดบัตรแล้ว คุณสามารถที่จะเลือกบัตรเครดิตที่ตรงใจได้ โดยจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าคุณต้องการประโยชน์อะไรจากการใช้บัตรเครดิต และไลฟ์สไตล์ส่วนตัวชอบทำกิจกรรมอะไร เอย่างการเดินทาง ก็ควรเลือกบัตรเครดิตที่เป็นรูปแบบสะสมไมล์ จะทำให้ครั้งต่อไปคุณก็ไม่ต้องวุ่นวายไปกับการที่จะต้องปิดบัตรเครดิตอีก


ผลเสียของการเป็นหนี้ค้าง แต่ต้องการปิดบัตรเครดิต

หลายคนที่มีหนี้ค้าง แต่ต้องการปิดบัตรเครดิต ซึ่งที่ผ่านมาไม่จ่ายบัตรเครดิต และเป็นหนี้บัตรเครดิต ไม่ยอมจ่ายแม้กระทั่งขั้นต่ำทำให้ ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาของผู้ที่มีหนี้บัตรเครดิตที่ยังไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเงิน แถมยังใช้จ่ายเงินด้วยความฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายไม่เป็น อาจก่อให้เกิดปัญหาและไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทันเวลาที่กำหนด ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมายตามมา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ หรืค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขการชำระ  และดอกเบี้ยที่คิดจากยอดค้างชำระ ยังไม่รวมผลเสียจากความเครียดที่นับวันยิ่งเพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสียไปเมื่อขาดเงินในการชำระหนี้

เมื่อใช้บัตรเครดิตใหม่ ๆ  คงไม่มีใครคิดอยากเป็นหนี้ แต่พอเริ่มใช้สักระยะหนึ่ง รู้สึกว่าตนเองมีกำลังซื้อจากเงินในอนาคตมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่เคยชำระแบบเต็มวงเงิน เริ่มเปลี่ยนเป็นการชำระเพียงบางส่วน หรือขั้นต่ำ ซึ่งหากไม่มีวินัยในการใช้เงินที่ดี จะเริ่มมีการค้างชำระหนี้บัตรเครดิตไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยจะส่งผลต่อการขอกู้เงิน หรือการขอสินเชื่อในครั้งต่อ ๆ ไป  หากในอนาคตหากมีความประสงค์ต้องการซื้อบ้าน หรือรถยนต์ ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้สูญเสียโอกาสในการกู้เงิน เพราะการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินต่าง ๆ จะใช้วิธีดูประวัติการผ่อนชำระผ่านทางระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร หากเป็นผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระไม่ดี  หรือมีหนี้ค้าง อาจไม่สามารถกู้เงินได้อีกในครั้งต่อไป  ควรรู้จักวิธีบริหารจัดการหนี้ เผื่อไว้สำหรับเวลาที่เดือดร้อนเรื่องเงินจริง ๆ


วิธีบริหารจัดการหนี้ค้าง เพื่อปิดบัตรเครดิต

จัดการหนี้ค้าง  เพื่อเปิดบัตรเครดิต เริ่มจากหนี้ที่ง่ายที่สุด คือการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีความง่ายและความสะดวกสบาย แต่หากขาดการวางแผนที่ดีก็อาจจะก่อให้เกิดเป็นหนี้สินได้ หนี้บัตรเครดิตถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ควรชำระอันดับแรก เพราะมีดอกเบี้ยสูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันการเงินที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตจะ เริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่มีการจ่ายเงินแทนลูกค้าออกไป  เมื่อเกิดหนี้ขึ้นมาแล้วต้องใจแข็งและไม่ก่อหนี้เพิ่ม ให้ซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อย่างอาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทาง  เสื้อผ้าตามความจำเป็น ฯลฯ  หากมีหนี้ค้างและต้องการปิดบัตรเครดิต  ต้องดูว่าคุณมีหนี้จากบัตรเครดิตกี่ใบ มีหนี้จากค่าใช้จ่ายหรือการผ่อนอย่างอื่นหรือไม่ ลองทำการขอประนอมหนี้เพื่อลดจำนวนยอดที่ต้องจ่ายต่อเดือนลง  ซึ่งจะทำให้จ่ายน้อยกว่าขั้นต่ำที่จ่ายอยู่


การจัดการ หนี้ค้าง เพื่อปิดบัตรเครดิต

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดในการใช้บัตรเครดิต และขาดวินัยในการใช้เงิน มีคนเป็นหนี้บัตรเครดิตมากมาย เป็นเพราะมันง่ายตอนจ่ายบัตร ที่คุณไม่ได้ควักเงินในกระเป๋าออกมาจ่ายแต่มันเป็นเงินในอนาคตไม่มีเงินก็ซื้อของได้การใช้จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง  ที่สำคัญการชำระหนี้ต้องจ่ายเต็มจำนวน บัตรเครดิตมันมีประโยชน์แต่ก็มีโทษมหาศาล  ทางที่ดีคือต้องหยุดใช้บัตรเครดิต ทันที เพราะตอนนี้คุณเป็นหนี้อยู่แล้วจ่ายไม่ไหวแน่ หากไปใช้บัตรก็เท่ากับไปกู้เพิ่ม ลองโทรไปอายัด บัตรเครดิต   และหันมาซื้อสินค้าด้วยเงินสด ค่าใช้จ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นคุณต้องพยายามตัดมันออกไป


สำรวจดูว่าดอกเบี้ยตัวไหนแพงให้จ่ายให้หมดก่อน โดยต้องรู้จักวางแผน มีหลายธนาคารที่เปิดให้บริการรับโอนดอกเบี้ย   ก็ลองโอนหนี้ไปผ่อนกับทางธนาคาร หรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ ซึ่งเป็นการรีไฟแนนซ์ และจะทำให้ชีวิตคุณเริ่มดีขึ้น ไม่นานคุณก็จะจัดการกับปัญหาได้
1465598954

เลียนแบบนิสัย 8 ข้อของเหล่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ในทุกๆวัน ความสำเร็จเป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนล้วนใฝ่ฝันว่าอยากจะมี แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ที่จะพาตัวเองให้พบกับความสำเร็จ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำธุรกิจด้วยแล้ว เรียกได้ว่ามีความยากลำบากอย่างมากเลยล่ะกว่าจะพาธุรกิจของตัวเองสู่จุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จและในยุคนี้ก็ดูเหมือนว่าการมีวิสัยทัศน์ที่ดีและมีความอดทนก็ไม่ใช่สิ่งที่เพียงพอต่อการสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหากเรามองนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหรือมองคนอื่นๆที่ประสบความสำเร็จ เราจะเห็นได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีสิ่งบางสิ่งที่คล้ายๆกันอยู่ และสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นมีคล้ายๆกันก็คือ


1.ไม่ท้อถอยกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

เมื่อพูดถึงคำว่าความสำเร็จจากธุรกิจหรือความสำเร็จจากการประกอบอาชีพอื่น สิ่งหนึ่งที่ทุกคนล้วนต้องเจอเหมือนกันทั้งหมดเลยนั่นก็คือความล้มเหลว เพียงแต่จะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจนขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่มีความร่ำรวยมหาศาล พวกเขาเหล่านั้นก็เจอความล้มเหลวอย่างมากมายมหาศาลเช่นกัน ซึ่งถ้าหากว่าเราเลือกที่จะท้อถอยกับความล้มเหลวที่เจอ รับรองได้ว่าเราจะไม่มีทางที่จะได้เห็นหนังสือ Harry potter ของ  J.K. Rowling  โลดแล่นออกมาให้ชมอย่างแน่นอน เพราะเธออาจจะเลือกที่จะกลับบ้านแล้วก็วางต้นฉบับไว้ที่บ้านมากกว่าเดินหาสำนักพิมพ์เพื่อที่จะเสนอหนังสือที่เธอเขียนขึ้นมา ฉะนั้นแล้วเราไม่ควรท้อถอยเมื่อเจอความล้มเหลวไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม

2.ศึกษาจากความล้มเหลวนั้น

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอความล้มเหลว สิ่งหนึ่งที่เราจะได้รับจากมันก็คือบทเรียน บทเรียนที่ว่าเพราะอะไรเราถึงล้มเหลว บทเรียนที่ว่าเราพลาดอะไรไปหรือเปล่าถึงทำให้ล้มเหลว และเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้ในคำตอบเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่เราควรทำต่อจากนั้นก็คือการเรียนรู้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นกับเราในอนาคตอีกครั้ง

3.มีการวางแผนที่ดี

การวางแผนในการสร้างกำไรของแต่ละบริษัทนั้น ก็อาจจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันไปตามความคิดและวิสัยทัศน์ของ CEO อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือที่เมื่อรู้ว่ารุ่นไหนก็ตามที่สามารถสร้างรายได้ได้มากหรือขายได้ดี ทางบริษัทก็จะทำสินค้าชิ้นนั้นออกวางจำหน่ายเรื่อยๆ แต่สำหรับ Apple กลับสั่งยกเลิกที่จะผลิตของชิ้นนั้นหลังจากที่วางจำหน่ายได้เพียง 2-3 เดือน เพื่อภาพลักษณ์และกระตุ้นยอดขายของสินค้าเมื่อมีการวางจำหน่ายสินค้าชิ้นต่อไป

4.เลือกวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

ในการแก้ปัญหา ก็จะมีการแก้ปัญหาอยู่ 2 แบบที่เห็นได้ชัดเลยก็คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับการแก้ปัญหาในระยะยาว บ่อยครั้งที่หลายๆบริษัทเลือกที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพราะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายและเห็นผลในทันที แต่ก็มักจะนำพามาซึ่งปัญหาที่ยุ่งยากกว่าเดิม แต่ในทางกลับกันหากเราเลือกที่จะแก้ปัญหาแบบระยะยาวล่ะ แรกๆอาจจะเห็นผลช้าหน่อยแต่ไม่ผิดหวังแน่นอน

5.มองหามืออาชีพในการช่วยทำงาน

ในการทำงาน แน่นอนว่าไม่มีใครที่เก่งในทุกๆด้านอย่างแน่นอนหรืออาจจะมีแต่น้อยมาก ซึ่งการเลือกที่จะหามืออาชีพในการช่วยแก้ปัญหาหรือเป็นแบบอย่างในการพัฒนาบริษัท ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยเราได้มากเลย


6.สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

การสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่จำเป็นที่ต้องสร้างระหว่าง CEO กับ CEO ด้วยกันเอง แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์เรากับคนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นลูกค้า บริษัทคู่แข่ง เพื่อนร่วมงาน เจ้าของธุรกิจอื่นๆ ซึ่งทุกๆคนที่เราสร้างความสัมพันธ์ด้วยนั้นจะมีบทบาทอย่างมากเลยล่ะในอนาคตเพราะเราอาจจะได้ขอความคิดเห็นหรือขอความช่วยเหลือนะ

7.เลือกสังคมที่จะอยู่

หากเราอยากมีความรู้ มีความสามารถในด้านการทำอาหาร สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเราได้อย่างมากเลยก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในสังคมของการทำอาหาร แน่นอนว่าในสังคมนั้นก็จะมีการพูดถึงวิธีการทำอาหารต่างๆรวมไปถึงให้คำปรึกษาด้วยนะ แล้วถ้าหากว่าเราเปลี่ยนจากการทำอาหารเป็นธุรกิจล่ะ มั่นใจได้เลยว่าการพาตัวเองไปอยู่ในสังคมนักธุรกิจ จะช่วยให้เราก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่นๆอย่างมากเลยล่ะ

8.ทำงานมากกว่าคนทั่วๆไป

ความสำเร็จที่มากกว่าคนอื่นๆ ล้วนมาจากความพยายามที่มากกว่า ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะถ้าเราอยากจะเป็นนักร้องมืออาชีพโดยที่ไม่ผ่านการพยายามหรือพยายามเท่าๆกับคนอื่น แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราฝึกร้องเพลงมากกว่าคนอื่น โอกาสที่เราจะพบเทคนิคหรือรู้เคล็ดลับในการร้องเพลงก็จะมากกว่าคนอื่นเช่นกัน และเมื่อพูดถึงในเชิงธุรกิจแล้ว แน่นอนว่าคนที่ทำงานมากกว่าคนอื่นๆ ย่อมเข้าใจงานและรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองทำ จนนำไปสู่เทคนิคการทำงานที่ได้ประสิทธิภาพมากกว่าอีกด้วยนะ

นิสัย 8 ข้อของเหล่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะช่วยเราได้อย่างมากเลยล่ะในการสร้างความสำเร็จให้กับตัวเองไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของการทำธุรกิจหรือในเรื่องอื่นๆ ซึ่งถ้าหากว่าเราเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากจะประสบความสำเร็จแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนก่อนดี ก็ลองเริ่มต้นจากข้อที่ 1 ดูก่อนสิ รับรองได้ว่าความสำเร็จก็มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเรามากกว่าคนอื่นๆแล้วนะ

- 1 - - 2 - - 3 - - 4 - - 5 - - 6 - - 7 - - 8 - - 9 - - 10 - - 11 - - 12 -