เคล็ดลับการเงิน

1454288242

บริหารการเงินอย่างไรให้มีความมั่นคง

วินัยทางด้านการเงินเป็นสิ่งสำคัญ หากเราสามารถปฏิบัติได้จนเป็นนิสัย การเงินของเราจะมั่นคง และห่างไกลจากคำว่า “เป็นหนี้” อย่างแน่นอน แล้วเคยสังเกตไหมว่าคนที่เขามีวินัยในการใช้เงิน เขามีแนวคิดอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะทำให้การเงินของเขามีความมั่นคงสม่ำเสมอ ไม่เคยมีปัญหากับการใช้เงินเลย

วิธีบริหารการเงินให้มีความมั่นคง มีขั้นตอนง่าย ๆ ที่พวกเราทุกคนสามารถทำได้ มาดูกันว่าวิธีการเหล่านั้นมีอะไรบ้าง แล้วเราสามารถนำมาปรับใช้ได้มากน้อยแค่ไหน จึงจะทำให้เรามีความมั่นคงทางการเงินเพิ่มมากขึ้น

ออมเงินสม่ำเสมอ
หากเราต้องการความมั่นคงทางการเงิน เราต้องไม่ลืมที่จะออมเงิน และต้องออมเงินอย่างสม่ำเสมอ จึงจะทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต และแน่นอนว่าเงินก้อนนี้จะกลายเป็นเงินเก็บยามฉุกเฉิน หากจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน เราก็สามารถหยิบออกมาใช้ได้ โดยปราศจากความกังวลใจ และมั่นใจได้ว่าเงินก้อนนี้จะไม่กระทบกับเงินประจำที่เราอาจจะต้องนำไปใช้จ่ายกับส่วนอื่น ๆ การออมเงินจึงเป็นหนทางในการสร้างอนาคตที่มั่นคงอีกด้วย

ตรวจสอบการใช้เงินอยู่เสมอ
หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการต้องเขียนบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่เสมอเป็นเรื่องของแม่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจุกจิก และเสียเวลาอยู่ไม่น้อย แต่ในความเป็นจริง การตรวจสอบการใช้เงินอยู่เสมอ จะช่วยทำให้เรารู้ว่าเราใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ของที่เราซื้อมานั้นมีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน แล้วขณะนี้เราเหลือเงินอยู่เท่าไร สามารถนำมาใช้ได้อีกเท่าไร วิธีการนี้จะทำให้เรารู้สถานะการเงินของเราอยู่เสมอ

ใช้จ่ายให้ปลอดหนี้
แม้ว่าจะได้เงินเดือนสูงขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่รู้จักใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ เงินเดือนที่มีอยู่จำนวนมากนั้นก็อาจจะอยู่กับเราไม่นาน เราจึงต้องรู้จักใช้จ่ายให้มีวินัย และในขณะเดียวกันก็ต้องไม่สะสมหนี้ เพราะการที่เราเป็นหนี้จะทำให้การเงินของเราหมดไป เรานำไปจ่ายหนี้สิน มากกว่าที่จะเหลือไว้เป็นเงินออมสำหรับอนาคต

หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง
บางครั้งเราต้องมาคิดว่าสิ่งไหนจำเป็น และสิ่งไหนควรตัดออกจากรายการใช้จ่ายของเราบ้าง การใช้จ่ายเงินโดยปราศจากการวางแผน จะทำให้เราไม่สามารถจัดการระเบียบการใช้เงินได้ เราต้องมานั่งคิดว่าเราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง เช่น การทำกับข้าวกินเองที่บ้าน อาจจะช่วยให้เราประหยัดค่าอาหารไปได้บางส่วน หรือการไปดูหนังให้น้อยลง ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยไปได้ ลองมาพิจารณาดูว่าอะไรบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งเราสามารถตัดออกไปได้ หากทำได้การบริหารการเงินก็จะมีความมั่นคงในอีกระดับหนึ่ง

1454193165

สัญญาณเตือนว่าใช้เงินเกินตัว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาที่เราออกไปช็อปปิ้ง เรามักจะรู้สึกเพลิดเพลิน และมีความสุขจนลืมตัว ทำให้บางครั้งไม่ทันได้คิดว่าเรากำลังใช้เงินจนเกินงบประมาณ เอาเงินของอนาคตมาใช้โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ถึงกับเป็นนิสัยแย่ ๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็คงกลายเป็นความคุ้นเคย และทำให้เกิดวินัยทางการเงินที่ไม่ดีขึ้นมาได้

เราต้องเริ่มกำจัดความเคยชินที่ไม่ส่งผลดี แล้วเริ่มต้นเก็บออมเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้วางแผนการใช้เงินให้ดีขึ้น ลองมาสำรวจตัวเองกันว่าเรามีลักษณะการใช้เงินอย่างไร และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนที่ใช้เงินเกินตัวหรือไม่

รูดบัตรเครดิตตลอดไม่ว่าจะซื้อของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ขนาดไหนก็ตาม เรามักจะรูดบัตรเครดิตอยู่เสมอ แสดงให้เห็นว่าเราอาจจะกำลังเริ่มมีปัญหาทางการเงิน และเริ่มใช้เงินเกินตัวขึ้นมาหน่อย ๆ แล้ว หากจะมองว่าเราแทบไม่มีเงินติดตัวสำหรับของเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย จนต้องใช้บัตรเครดิตเข้าช่วย เราต้องรีบปรับนิสัยการใช้เงินเสียใหม่ จะได้ไม่มีปัญหาในระยะยาว

ผัดวันใช้หนี้ออกไปเรื่อย ๆเมื่อเป็นหนี้แต่ไม่มีเงินใช้หนี้ ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาการเป็นหนี้ในระยะยาวได้ เพราะเราอาจจะเปลี่ยนวันใช้หนี้ไปเรื่อย ๆ จนทำให้ในที่สุดหนี้พอกพูน และเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น สัญญาณการผัดวันใช้หนี้ออกไปเป็นวันอื่น กำลังจะบอกเราว่าเรากำลังใช้เงินเกินตัว จนไม่มีเงินเหลือเก็บไว้สำรองใช้หนี้ และกำลังทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน

ใช้เงินฟุ่มเฟือยการออกไปช็อปปิ้งในแต่ละเดือน มากบ้างน้อยบ้าง เราอาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นอะไร ใคร ๆ เขาก็ทำกัน แต่เราอาจจะลืมนึกไปว่าสถานะทางการเงินของเขากับของเรานั้นมีความแตกต่างกัน จนลืมนึกไปว่าการเงินของเราอาจมีปัญหาได้สักวันหนึ่ง หากเรายังคงใช้เงินฟุ่มเฟือย โดยไม่มีการวางแผนการใช้เงินใด ๆ การใช้เงินฟุ่มเฟือยเองก็เป็นสัญญาณหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่การใช้จ่ายที่เกินตัว

ไม่มีเป้าหมายในการใช้เงินบางคนมักจะใช้เงินโดยไม่มีเป้าหมายที่แท้จริง โดยไม่รู้จักเก็บเงิน เห็นอะไรที่อยากซื้อก็ซื้อทันที ไม่ได้คำนึงว่าเกินงบประมาณที่ตัวเองตั้งไว้หรือไม่ การใช้เงินโดยไม่รู้จักระวังตัว อาจจะทำให้เราต้องประสบกับปัญหาการใช้เงินเกินตัวในที่สุด ดังนั้น ก่อนที่คิดจะใช้เงินจับจ่ายอะไรก็ตาม เราต้องมีการวางแผนให้ดีเสียก่อน

ไม่ว่าเราจะเป็นคนทำงานที่ได้เงินเดือนมากน้อยขนาดไหนก็ตาม เราต้องไม่ลืมที่จะเก็บออม โดยเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่เราจะได้มีวินัยทางการเงิน และสามารถบริหารการเงินของเรา (อ่านบทความการบริหารความมั่งคั่ง) ทำให้เงินของเราอยู่กับเราไปนาน ๆ โดยไม่ต้องมีปัญหาทางการเงินนั่นเอง
1454122018

วิธีใช้บัตรเครดิตให้ได้กำไรสูงสุด

ในช่วงเทศกาลการท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งปีใหม่ สงกรานต์ คริสต์มาส ตรุษจีน ฯลฯ เพื่อน ๆ ก็คงอยากจับจ่ายซื้อของใช้กันเยอะแยะใช่ไหมครับ ถ้าเรามีบัตรเครดิตก็คงอยากใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าของขวัญกัน เพราะจะได้ไม่ต้องพกเงินสดเยอะ ๆ
วันนี้ผมเลยจะมาแนะนำเคล็ดลับดี ๆ ในการใช้บัตรเครดิตให้ได้กำไรสูงสุด แต่ก่อนอื่น ผมอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ รู้จักประเภทบัตรเครดิตกันก่อน โดยบัตรเครดิตนั้นสามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. บัตรเครดิตที่สามารถใช้ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (International Credit Card) เช่น บัตรเครดิต VISA บัตร Master เป็นต้น
2. บัตรเครดิต ที่ใช้ได้เฉพาะภายในประเทศ (Local Credit Card) เช่น บัตรเครดิตธนาคารต่าง ๆ
3. บัตรเครดิตที่ใช้เฉพาะร้านค้า (Store Card หรือ Private Label) เช่น บัตรเครดิต Central Card บัตรเครดิต Powerbuy บัตรเครดิต Big C เป็นต้น
วิธีใช้บัตรเครดิตให้ได้กำไรสูงสุด มีเคล็ดลับ ดังนี้

บัตรเครดิตช่วยลดราคาสินค้าได้
เดี๋ยวนี้บรรดาร้านค้าต่าง ๆ ได้แข่งขันร่วมกับบัตรเครดิตมาร่วมโปรโมชั่นกันแล้วนะครับ ซึ่งจากเดิมที่แต่ละร้านจะใช้บัตรสมาชิกลดราคา ปัจจุบันก็กลายเป็นจ่ายผ่านบัตรเครดิตสามารถลดราคาได้ หรือนำแต้มสะสมในบัตรเครดิตไปลดราคาสินค้า หรือแลกเป็นเงินเพื่อซื้อสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เงินสดในการซื้อของอาจจะต้องชำระเต็มราคาของมูลค่าสินค้า แต่ถ้าใช้บัตรเครดิตอาจจะมีส่วนลดเพิ่มเติมให้ครับ

จ่ายให้ตรงเวลา และอย่าจ่ายเพียงแค่ขั้นต่ำ
เคล็ดลับการใช้บัตรเครดิตให้ได้กำไรสูงสุด คือ การจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา การจ่ายขั้นต่ำ และจ่ายหนี้บัตรเครดิตสาย จะทำให้เพื่อน ๆ เสียดอกเบี้ยที่สูงมาก ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเวลามีหนี้บัตรเครดิตมา ให้จ่ายแค่ขั้นต่ำก็พอ แต่เป็นความคิดที่ผิดนะครับ เพราะหากเราจ่ายแค่ขั้นต่ำ ทางสถาบันการเงินที่ออกบัตรเครดิตให้เราก็จะเริ่มคิดดอกเบี้ยรายวันโดยทันที และก็จะคิดในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ดังนั้น เพื่อน ๆ ควรต้องรีบจัดการกับเจ้าดอกเบี้ยที่แสนแพงนี้ด้วยการหยุดจ่ายขั้นต่ำนะครับ ให้พยายามจ่ายให้เต็มจำนวนและตรงเวลาดีที่สุดครับ

ใช้บัตรเครดิตไปช่วยในการหมุนเวียนของเงิน
การใช้บัตรเครดิตจับจ่ายซื้อของใช้ สินค้า บริการต่าง ๆ ทำให้เราไม่ต้องควักเงินสดจ่ายไปในทันที ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถนำเงินสดนี้ไปหมุนเวียนลงทุนระยะสั้นได้ เช่น นำไปหมุนเงินขายของ หรือนำไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นหรือตลาดเงินที่ให้ดอกเบี้ยรายวัน หรือถ้าเพื่อน ๆ รับความเสี่ยงสูงได้ ก็นำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงอย่างหุ้นหรืออนุพันธ์

ผ่อนสินค้ากับบัตรเครดิต โดยเลือกผ่อนกับบัตรที่ให้ดอกเบี้ย “0 เปอร์เซ็นต์” เท่านั้น
ถ้าเพื่อน ๆ อยากซื้อสินค้า แต่ไม่อยากชำระค่าสินค้าเต็มจำนวนในครั้งแรก อยากซื้อโดยการผ่อนชำระทีหลัง ซึ่งเดี๋ยวนี้บรรดาร้านค้าต่างก็มีโปรโมชั่นผ่อน 0 เปอร์เซ็นต์กันทั้งนั้นเลยนะครับ เราสามารถเอาเงินนี้ไปลงทุนต่าง ๆ หรือฝากแบงก์กินดอกเบี้ยไปก่อน ก็ถือเป็นการได้กำไรดี ๆ นั้นเองครับ แต่ถ้าในกรณีที่สินค้านั้น ๆไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมผ่อนชำระ 0 เปอร์เซ็นต์ เพื่อน ๆ สามารถโทรเข้า Call Center ของบัตรเครดิตเพื่อทำเรื่องขอผ่อนชำระค่าสินค้าได้เช่นกัน แต่วิธีการนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถาบันการเงินที่จะอนุมัติการผ่อนชำระหรือไม่ โดยการพิจารณานั้นขึ้นอยู่กับประวัติการชำระค่าบัตรเครดิต และไม่มีประวัติยอดค้างชำระ ทั้งนี้ราคาสินค้าที่ต้องการจะทำการผ่อนชำระนั้นต้องมีมูลค่ามากกว่า 2,000 บาทขึ้นไป และมีระยะเวลาผ่อนชำระมากกว่า 2 เดือนขึ้นไปนะครับ ใครไม่อยากเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิตจำนวนมาก อย่าลืมนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ

ชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านบัตรเครดิต
เพื่อน ๆ ควรจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ผ่านบัตรเครดิต เพราะจะทำให้เรารู้รายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน อีกทั้งยังได้แต้มจากบัตรเครดิตเพื่อแลกของรางวัลได้อีกด้วย เป็นการใช้บัตรเครดิตให้ได้กำไรที่ดีทีเดียวเลยครับ

หมั่นตรวจสอบคะแนนสะสมในบัตรเครดิต
คะแนนสะสมในบัตรเครดิตนั้น เพื่อน ๆ จะสามารถนำไปแลกเป็นของรางวัล หรือนำไปลดราคาสินค้าบริการต่าง ๆ ได้ และที่สำคัญจะต้องแลกคะแนนสะสมทุกปี เพราะระยะเวลาของคะแนนสะสมจะหมดลงเมื่อครบปี ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ทำการแลก คะแนนสะสมก็จะถูกตัดออกไปบางส่วนทันที แต่ว่าบัตรเครดิตของบางค่ายคะแนนสะสมก็ไม่มีวันหมดอายุนะครับ

ใช้โปรโมชั่น “จ่ายเงินคืน 3 เปอร์เซ็นต์”
ถ้ามีโปรโมชั่น “จ่ายเงินคืน 3 เปอร์เซ็นต์” หรือลดราคา On Top เพิ่มขึ้น ผมแนะนำให้ทุกครั้งที่เพื่อน ๆ ใช้จ่ายครบยอด ให้หักเงินสดในส่วนที่ได้ลดราคาเพิ่ม 3 เปอร์เซ็นต์ ไว้เป็นเงินออมโดยอัตโนมัติ วิธีนี้จะช่วยให้เราเก็บเงินได้มากขึ้น และได้กำไรจากบัตรเครดิตอีกนะครับ

เมื่อเพื่อน ๆ ทำตามเคล็ดลับในการใช้บัตรเครดิตให้ได้กำไรสูงสุด ที่ผมได้นำเสนอแล้ว ผมมั่นใจว่าเพื่อน ๆ จะช็อปปิ้งจับจ่ายอย่างมีความสุข และยังได้กำไรจากการใช้บัตรเครดิตอย่างแน่นอนครับ
1454036566

การบริหารเงินเพื่อ ไม่ให้มีหนี้สิน

ปัญหาด้านการเงินที่จะทำให้เรามีหนี้สิน  มีอยู่หลายอย่าง อาจจะเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวเราเองที่เราไม่ระมัดระวังในการใช้เงิน หรืออาจเกิดจากการขาดความรู้ในการบริหารเงิน  จนทำให้เราเป็นหนี้เป็นสิน  ถึงขนาดไม่สามารถที่จะใช้หนี้ได้หมด อาจตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ การบริหารเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามไป  เราสามารถเรียนรู้ได้  ซึ่งมีวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาในเรื่องการใช้จ่ายประจำวันที่เกี่ยวกับการบริหารเงินเพื่อ ไม่ให้มีหนี้สิน ได้ไม่ยาก  วิธีมีดังต่อไปนี้
          1.ต้องทำงาน  หรือทำธุรกิจที่ทำให้เรามีรายได้  

เมือเราเรียนจบจากสถาบันการศึกษาแล้วก็ต้องรับหางานทำ หรือทำธุรกิจของเราเพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของเรา  ให้มีเงินสำหรับที่เราจะใช้ในชีวิตประจำวันของเราให้อยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน หรือไปสร้างหนี้สินทำให้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายของเรา  ข้อแรกนี้สำคัญมาก ถ้าเราไม่มีงานทำก็ไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย ข้อนี้จึงเป็นข้อแรกที่เราต้องทำก่อน

          2.อย่าใช่จ่ายฟุ่มเฟือย

หนี้ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เกิดจากการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  ไม่รู้จักควบคุมการใช้เงิน จึงเป็นที่มาของหนี้สิน  ด้วยความอยากได้ ซื้อรถยนต์ที่มีราคาแพงเพราะความหรูหรา  ซื้อบ้านหลังใหญ่เกินความพอดี ใช้ของที่มีราคาเกินไปที่เงินเดือนระดับของเราเอง ซึงเมื่อเงินเดือนเหลือไม่พอใช้ ก็จะนำมาสู่การกู้หนี้ยืมสิน จนกลายเป็นปัญหาหนี้สินอยู่เท่าทุกวันนี้นั่นเอง ดังนั้นเพื่อไม่ให้มีหนี้สิน อันดับแรกคุณจะต้องรู้จักควบคุมตนเองให้ใช้จ่ายอย่างประหยัดเสียก่อน และถ้ารู้จักการวางแผนใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดด้วยแล้ว ปัญหาหนี้สินก็จะไม่ตามมาอย่างแน่นอน

          3.ไม่ควรกู้เงินมาใช้จ่าย

 เว้นแต่ว่ามีความจำเป็น  เพราะเงินที่กู้มาจะต้องเสียค่าดอกเบี้ย  ถ้ากู้ระยะเวลานานก็ต้องถูกคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นในระยะยาวซึ่งจะเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ดังนั้นก็ไม่สมควรไปกู้เงินมาใช้จ่ายจะเป็นการดีที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแค่เดือนละ 2% เท่านั้น แต่หากนำดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมาคำนวนตามระยะเวลาแล้ว มันอาจเป็นเงินก้อนโตที่คุณคาดไม่ถึงเลยก็ได้

          4.ถ้าจำเป็นต้องกู้

ถ้ากู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งเรายังไม่มี  สิ่งที่เราต้องใช้ที่จำเป็น หรือกู้มาเพื่อทำธุรกิจ ก็สามารถกู้ได้แต่ต้องเป็นการกู้ที่เรามีความสามารถใช้หนี้เงินกู้นั้นได้  ในราคาดอกเบี้ยที่ต่ำและระยะเวลาอันสั้น ข้อนี้เราต้องศึกษาดูให้ดี เพราะจะทำให้เราประหยัดเรื่องเงินไปได้อีกมาก เพราะการกู้เงินซื้อบ้านแต่ละสถาบันการเงินจะคิดดอกเบี้ยไม่เท่ากัน ให้เราสอบถามไปที่สถาบันการเงินแต่ละแหล่ง แล้วเปรียบเทียบกันว่าสถาบันใดที่คิดดอกเบี้ยน้อยที่สุด

          5.ทำรายการรายรับรายจ่าย

ควรจดบันทึกอย่างละเอียด เพื่อให้รู้สภาวะการเงินของตัวเองว่ามีความเสี่ยงจากการใช้เงินมากแค่ไหน  เมื่อเราเห็นจากรายการรายรับรายจ่ายเราจะรู้ทันที่ว่าภายในเดือนหนึ่งเราจะใช้จ่ายเงินของเราพอไหม อีกทั้งการทำรายรับรายจ่าย ยังเป็นการจดบันทึกรายจ่ายฟุ่มเฟือย ที่จะทำให้เรารู้ตัวว่าได้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยในเดือนนั้นไปมากน้อยแค่ไหนอีกด้วย เรียกได้ว่ารายรับรายจ่าย เป็นตัวช่วยในการเตือนสติอย่างดีเลยทีเดียว

          6.ติดต่อไฟแนนซ์

ถ้าเราเป็นหนี้จากการกู้เงินมาซื้อบ้านที่อยู่อาศัย แล้วผ่อนราคากับไฟแนนซ์แล้วค่าใช้จ่ายรายเดือนของเราไม่พอใช้  วิธีที่ดีที่สุดเราควรติดต่อไปที่ไฟแนนซ์   เพื่อขอยื่นเรื่องขยายระยะเวลาการชำระหนี้กับไฟแนนซ์  ดอกเบี้ยจะมีอัตราลดลง ทำให้เราสามารถที่จะมีเงินผ่อนในแต่ละเดือนได้พอใช้  

ถ้าเป็นการกู้เพื่อมาซื้อของใช้จำเป็นโดยใช้บริการบัตรเครดิต  แล้วเราไม่พอจ่ายในแต่ละเดือน  ก็สามารถติดต่อไปที่ไฟแนนซ์นั้นๆ ได้  เพื่อขอทำสัญญาใหม่เป็นการขยายเวลาชำระหนี้ของเราใช้พอกับค่าใช้จ่ายของเรา  เพราะถ้าเราเพิกเฉย อาจถูกฟ้องดำเนินคดี และอาจถูกเรียกค่าเสียหายได้  ซึ่งอาจถูกคิดดอกเบี้ยทบต้น เป็นจำนวนเงินมากภายในระยะเวลาอันสั้น  แต่ถ้าปล่อยไปเนิ่นนาน  หนี้สินอาจเพิ่มขึ้นมากเท่าตัวได้ ดังนั้นจึงต้องรับแก้ไขโดยด่วน คือติดต่อไปที่ไฟแนนซ์จะเป็นความปลอดภัยที่สุด

          7. ปรับโครงสร้างหนี้

ถ้าเรากู้มาเพื่อทำธุรกิจ แล้วขาดสภาพคล่องในการเงิน  ก็สามารถปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินที่เรากู้มา โดยติดต่อขอปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งคือการทำสัญญาใหม่ที่จะรวมเงินต้น ดอกเบี้ย เบี้ยปรับทั้งหมด เป็นการช่วยยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไป โดยให้รวมหนี้มาเป็นยอดเดียวกัน และคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าเดิมก็ได้  จะทำให้ธุรกิจของเราสามารถที่จะทำต่อไปได้  ทำให้มีสภาพข้องในการเงิน  ธุรกิจของเราก็ยังทำต่อไปได้ไม่ติดขัด

              การเป็นหนี้สินไม่ใช้เป็นเรื่องที่ดี  ซึ่งเราไม่สมควรสร้างหนี้สินที่เกินความจำเป็นเพราะความอยากได้  ถ้าเป็นหนี้ก็ควรเป็นหนี้สินที่จำเป็นและไม่มากเกินความสามารถที่เราจะหามาใช้หนี้สินนั้นให้ได้ด้วยตัวของท่านเอง เพราะฉะนั้นแล้วไม่อยากมีหนี้สิน ก็ลองบริหารเงินด้วยวิธีการเหล่านี้กันดูนะ แล้วหนี้สินจะไม่มาเป็นปัญหากวนใจอย่างแน่นอน แถมยังทำให้คุณมีเงินเก็บออมมากขึ้นอีกด้วย

1453677676

เปลี่ยนของเหลือใช้เป็นเงินออม

1. ดัดแปลง
สิ่งของบางอย่างกลายเป็นของเก่าเก็บอยู่ในห้องเก็บของ หากนำมาดัดแปลงก็ยังสามารถนำมาใช้งาน ต่อได้ โดยสามารถหาไอเดียได้จากทาง YouTube เช่น รายการแข่งขันของญี่ปุ่นที่นำเฟอร์นิเจอร์โต๊ะไม้เก่า มาดัดแปลงเป็นเตียงนอน จากหีบไม้ใส่รุ่นคุณทวดของกลายเป็นโต๊ะเขียนหนังสือ ฯลฯ การดัดแปลง ของเก่านี้จะทำให้ของที่เคยถูกทิ้งคิดว่าหมดประโยชน์ใช้สอย ได้กลับมาใช้งานอีกครั้ง รวมทั้งยังเป็น ของชิ้นเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใคร จุดสำคัญ คือ ประหยัดเงินแล้วยังทำให้เรา
มีเงินเหลือมากขึ้น

2. ขาย
สิ่งของบางอย่างที่เรามีมากเกินความจำเป็นก็สามารถนำมา
ขายต่อในตลาดมือสองเปลี่ยนเป็นเงินกลับ มาได้ซึ่งในปัจจุบันมีช่อง ทางการขายที่เข้าถึงง่ายมาก ใช้เวลาน้อย เข้าถึงคนซื้อได้กว้างมาก ช่องทางที่ว่านี้ คือ  การขายของผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้คนซื้อและคนขายเจอกันง่ายขึ้น เพียงเราถ่ายรูปสิ่งของที่จะขาย แล้วอัพภาพ พร้อมบรรยายรายละเอียดของที่จะขาย เมื่อมีคนติดต่อซื้อก็ส่งของและรับเงิน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ เว็ปไซด์ที่เราฝากขายและเงื่อนไขของเราด้วย ตัวอย่างช่องทางแบบออนไลน์  ร้านค้ามือสองแบบออนไลน์ โพสที่หน้า Facebook ของตนเอง เป็นต้น

3. ให้เช่า
สิ่งของบางชิ้นเราเสียดายไม่อยากขาย แต่ว่าเก็บไว้เฉยๆก็ไม่สร้างรายได้ การให้เช่านั้นเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่เรายังเป็นเจ้าของเหมือนเดิมแล้วยังสามารถ
สร้างรายได้กลับมาให้เราอีกด้วย ตัวอย่างธุรกิจให้เช่า เช่น การเช่ากระเป๋าแบรนด์เนม การให้เช่ารถหรู การให้เช่าบ้านเพื่อถ่ายทำละคร การให้เช่าเสื้อผ้าออกงานต่างๆ เป็นต้น

4. แลกเปลี่ยน
สิ่งของบางอย่างเราใช้จนเบื่อแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร หากทิ้งไปก็เสียดายเพราะยังใช้ประโยชน์ได้ ช่องทางอินเตอร์เน็ตทำให้เราเจอคนที่เราต้องการแลกของใช้กันได้ง่ายขึ้น แลกสิ่งของที่เราอยากได้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอีกสารพัดที่ไม่ผิดกฎหมายสามารถนำมาแลกได้ นอกจากใช้สิ่งของให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วยัง
ประหยัดเงินที่จะต้องไปซื้อของชิ้นใหม่อีกด้วย

5. บริจาคการให้นั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ของใช้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังมีกลุ่มคนอีกมากที่ไม่มีแม้แต่ เงินซื้อเสื้อผ้าใส่ ขาดแคลนของใช้จำเป็นภายในบ้าน เราสามารถนำของที่มีอยู่ไปบริจาคสร้างประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้บริจาคก็อิ่มใจ รู้จักเสียสละ ไม่ยึดติดกับสิ่งของรอบตัว ส่วนผู้รับก็ประหยัดเงินไม่ต้อง ซื้อของชิ้นใหม่

1453158111

7 นิสัยการใช้เงิน คนจะรวย vs คนจะจน

ใช่แล้วครับ คนจะรวยมักแสวงหาความรู้ให้ตัวเองก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการร่ำเรียนหาวิชาความรู้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงานแล้วก็ยังหาโอกาสเข้าครอสอบรมต่างๆ เช่น การลงทุน, การเก็งกำไร, การฝึกภาษา, การพัฒนาบุคลิกภาพและความสามารถ หรือเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะแตกต่างกับคนจะจน ที่มั่วแต่ใช้เงินเพื่อหาความสุขความสะดวกสบายมาปนเปรอตัวเอง ถึงแม้ว่าวันนี้คุณจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ก็ตาม แต่มันก็มีวันหมดได้ ถ้าคุณไม่รู้จักนำเงินเหล่านั้นไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์

2. คนจะรวยชอบเก็บออม คนจะจนมีแต่ใช้กับใช้แต่ไม่เก็บ

แค่วิธีคิดที่ต่างกันก็สามารถทำนายอนาคตของบุคคลเหล่านั้นได้แล้วครับ คนจะรวยถึงวันนี้จะยังไม่มีเงินและมีรายได้น้อยอยู่ แต่พวกเขาก็พยายามเก็บ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่นไปเรื่อยๆ ด้วยนิสัยที่ชอบเก็บออมนี่แหละครับจะทำให้พวกเขาเป็นคนที่มีเหตุผลในการใช้เงินมากขึ้น  คนจะจนมักไม่คิดถึงอนาคต ไม่เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้วันนี้จะมีเงินมาก แต่ถ้ามีแต่ใช้กับใช้ พอนานวันเข้านอกจากจะไม่มีเงินเก็บแล้วอาจจะลำบากไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยก็ได้ครับ

3. คนจะรวยชอบประหยัด คนจะจนชอบฟุ่มเฟือย

อีกหนึ่งความแตกต่างครับ คนจะจนซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ใช้เงินอย่างไม่มีสติ ทำให้บางครั้งนั้นเงินที่หามาได้ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนคนจะรวยจะชอบประหยัดในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้งกหรือขี้เหนียวนะครับ แต่ก็ควรรู้ว่าสิ่งไหนจำเป็นสิ่งไหนไม่จำเป็น มีเหตุผลในการใช้เงิน มีความมัธยัสถ์ อดออมนั่นเองครับ

สำคัญมากๆเลยครับข้อนี้ คนจะรวยนั้นจะคิดอยู่เสมอว่า การมีน้ำใจหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆให้กับผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ มันไม่ทำให้จนลงครับ เพราะยิ่งให้ก็ยิ่งจะมีแต่ได้น้ำใจนั้นกลับคืนมา ตรงข้ามกับคนจะจนที่มีแต่ความอยากได้อยากมี อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของตัวเองนั้นรีบคว้าไว้ เห็นแก่ตัว ไม่ยอมช่วยเหลือหรือมีน้ำใจกับผู้อื่นบ้าง จึงไม่แปลกที่ในยามเดือดร้อนมักจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวและล้มละลาย

5. คนจะรวยเลือกกินแต่ของที่มีประโยชน์ คนจะจนกินไม่เลือกขอแค่อร่อย

คนจะรวยถึงแม้จะชอบทำงานหนักแต่ก็ไม่เคยละเลยที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง โดยการเลือกกินแต่สิ่งที่มีประโยชน์ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วย เพื่อที่จะได้มีกำลังกายสร้างสรรค์งานที่ดีต่อไป ส่วนคนจะจนนั้นกินไม่เลือกและชอบกินของแพง โดยไม่สนใจว่าจะมีประโยชน์หรือเปล่า อีกทั้งยังขี้เกียจออกกำลังกายไม่ดูแลสุขภาพตนเองจึงทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

6. คนจะรวยใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวหาประสบการณ์ คนจะจนใช้เงินไปกับการเที่ยวเสพอบายมุข

คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมักจะออกเดินทางแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เพลิดเพลินไปกับความงดงามของธรรมชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับตนเองเสมอ แต่คนจะจนคิดได้แต่ว่าวันนี้จะไปนั่งดื่มที่ไหน ปล่อยใจปล่อยกายหลงระเริงเพลินเพลินไปกับสิ่งมอมเมาต่างๆทำให้เสียทรัพย์โดยไม่เกิดประโยชน์

7. คนจะรวยชอบใช้เงินซื้อของสะสมที่เพิ่มมูลค่า คนจะจนชอบสะสมของที่เสื่อมมูลค่า

ถึงแม้ว่าคนจะรวย จะยังไม่รวยในตอนนี้แต่เขากลับมีพฤติกรรมที่ว่าชอบเก็บออมเงินให้ได้สักก้อนแล้วนำเงินนั้นไปลงทุนต่อ หรือไปหาซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆไว้เพื่อเก็งกำไรหรือเพิ่มมูลค่าให้กับเงินที่มีมากขึ้น ต่างกับคนจะจนที่จะสะสมของใช้เห็นอะไรลดราคาก็ซื้อมาไว้ โดยเฉพาะของใช้ฟุ่มเฟือยและใช้เงินไปกับอบายมุขและการพนันต่างๆ

ตัวอย่างนิสัยทั้ง 7 ข้อนี้อาจจะไม่ใช่กฎที่จะตัดสินได้ว่า คุณทำแบบนั้นแล้วจะจนหรือจะรวยได้เสมอไปนะครับ อย่างที่บอกแล้วว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีพร้อมด้วยปัจจัยหลายอย่าง

1452989332

5 เอกสารการเงินที่คุณต้องรู้จัก ถ้ารักจะทำธุรกิจ

การจัดการเอกสาร ถือเป็นอีกหนึ่งในปัญหาของคนที่ทำธุรกิจ ใครบางคนเคยบ่นเอาไว้ว่า “การเริ่มต้นธุรกิจนั้น มันไม่ยาก แต่มันยากเมื่อต้องจัดการเอกสาร” และเหตุผลที่เขาบ่นแบบนั้น ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจมากๆนั่นเองครับ

บทความของภาษีธุรกิจในวันนี้ เลยตั้งใจมาปูพื้นฐานความรู้ให้แบบสั้นๆง่ายๆกันว่า เอกสารที่สำคัญต่อธุรกิจนั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทนั้นมีไว้เพื่อใช้ทำอะไรบ้าง เอาล่ะมาดูกันครับว่า 5 เอกสารการเงินวันนี้ มีอะไรบ้าง

  1. ใบเสนอราคา (Quotation) เป็นเอกสารที่ออกให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้พิจารณาราคาที่เสนอไปก่อนที่จะตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าจากทางเรา และถ้าลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อก็จะเซ็นไปนี้กลับมาเพื่อบอกว่า “โอเคจ้า” นั่นเองครับสำหรับผมเอง ผมมองว่าใบเสนอราคาที่ดี ควรจะมี 2 อย่างที่สำคัญ นั่นคือ “เงื่อนไขที่ชัดเจน” และ “ลายเซ็นอนุมัติซื้อ” ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คร้าบ

    เงื่อนไขที่ชัดเจน : รายละเอียดสินค้าหรือบริการ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆในการจัดส่ง ระยะเวลาที่ให้เครดิต รวมถึงข้อจำกัดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการขาย ข้อมูลส่วนนี้ “จำเป็น” ที่จะต้องทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกครับ

    ลายเซ็นอนุมัติซื้อ : รายละเอียดตรงนี้จะทำให้ผู้ซื้อหรือลูกค้าสามารถลงชื่อได้ทันที เพื่อปิดรายการขายใน 1 อึดใจไม่ต้องส่งกันไปส่งกันมาอีกหลายรอบครับ

  1. ใบส่งของ (Delivery Order) อันนี้ก็ตามชื่อของมันเลยครับ เป็นเอกสารที่ออกเพื่อให้ลูกค้ารู้ว่า ของได้ทำการส่งถึงมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายละเอียดที่ใบส่งของจะขาดไม่ได้ ก็คือ ลายเซ็นของลูกค้าพร้อมกับวันที่ที่ได้รับสินค้า ว่าเข้าใจตรงกันและถูกต้องเรียบร้อยตามที่ได้สั่งไว้ครับ
  2. ใบวางบิล / ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เคยได้ยินคำว่า “วางบิล” เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้ากันไหมครับ นั่นแหละคร้าบ การวางบิลก็ต้องใช้เอกสารยืนยันที่เรียกว่า ใบวางบิล หรือ ใบแจ้งหนี้ (แล้วแต่ธุรกิจนะครับ บางที่ใช้ทั้ง 2 ใบ บางที่ใช้ใบเดียว) ที่เราเป็นผู้ออกให้กับลูกค้าของเรานั่นเอง เพื่อที่ลูกค้าจะได้นำเอกสารใบนี้ไปทำรายการจ่ายเงินให้เราครับ
  3. ใบกำกับภาษี (TAX Invoice) เอกสารฉบับนี้ ถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับคนที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ ซึ่งต้องขอย้ำไว้เลยว่า ถ้าธุรกิจของเราไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ไม่มีสิทธิออกเอกสารแบบนี้เลยนะครับ โดยเอกสารฉบับนี้มีความจำเป็นที่ต้องใช้เป็นหลักฐานในฝั่งผู้ซื้อที่ต้องการนำ “ภาษีซื้อ” และผู้ขายที่ต้องนำ “ภาษีขาย” ไปใช้เพื่อประกอบการยื่นแบบแสดงรายการให้กับพี่ๆสรรพากรครับ
  4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) เอกสารใบสุดท้ายนี้ คือ เอกสารที่แสดงความสิ้นสุดรายการกับลูกค้ารายนี้ครับ เพราะเป็นหลักฐานที่เราออกให้กับลูกค้าเพื่อบอกสั้นๆว่า “เก็บเงินได้แล้วจ้า” ส่วนมากจะใช้ตอนไปรับเช็คที่วางบิลในข้อ 3 นี่แหละครับ เอกสาร 5 รายการนี้ เป็นเอกสารที่สำคัญที่ควรรู้ในการทำธุรกิจ เพราะเป็นส่วนที่จำเป็นที่จะช่วยให้เราจัดการเอกสารต่างๆได้อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหาตามมา ทั้งเรื่องทางภาษี และเรื่องบัญชีของธุรกิจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันครับ โดยตัวอย่างเอกสารที่ผมนำมาเปิดให้ดูนั้น ผมใช้จากทาง FlowAccount ซึ่งเป็น Application ที่มีไว้ใช้งานด้านจัดเก็บเอกสาร ถ้าหากใครสนใจก็ไปดูได้ที่เว็บไซต์นี้คร้าบ http://flowaccount.com/

    สุดท้ายนี้ขอฝากเอาไว้สั้นๆ ครับว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจแบบไหนก็ตาม สิ่งที่เราควรใส่ใจที่สุด คือ การวางแผนด้านเอกสารที่ถูกต้อง เพราะสามารถช่วยให้เราประหยัดเวลา แถมยังจัดการธุรกิจได้สะดวกขึ้นอีกเยอะเลยละครับ

1452743969

5 เคล็ดลับบังคับตัวเองให้เก็บเงิน!

1. ตัดเงินออมผ่านบัญชีธนาคารเป็นประจำ

  วิธีการแรกของการเก็บเงินที่ดีที่สุด คือ “ลืมไปเลยว่าเคยมีเงิน” เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีปุ๊บ เราบังคับให้ทางธนาคารตัดเงินออมเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝากประจำปลอดภาษี กองทุนรวมตราสารเงิน หนี้ ทุนหรือจะเข้าบัญชีออมหุ้นตามที่คุณถนัดก็ได้ครับ    

2. สะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. ในอัตราสูงสุด

  พนักงานเงินเดือนบางคนไม่รู้ว่า เราสามารถสะสมเงินสำรองเหล่านี้ได้ในอัตราทีสูงกว่าปกติ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สะสมได้สูงสุดในอัตรา 15% ของเงินเดือนกันเลยทีเดียว ถ้าอดทนได้ รับรองว่าเกษียณมาสบายแน่นอนครับ 

3. หยุดความเสี่ยงด้วยประกันชีวิต

  นอกจากชีวิตเราจะโดนทำร้ายอย่างที่พี่ตูนบอดี้แสลมว่าไว้ เรายังมีความเสี่ยงต่างๆในการดำเนินชีวิต อยู่ดีๆ เดินไปอาจจะตกท่อ ชนตอม่อสะพาน เจอคนพาลมากระทีบ ฯลฯ มากกมายอีกร้อยแปด ซึ่งการทำประกันชีวิต จะช่วยอุดช่องว่างตรงนี้ให้เราได้ครับ  

4. อย่าลืมนำส่งเงินประกันสังคม

  ประกันสังคมก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยปกติแล้วมนุษย์เงินเดือนนายจ้างจะเป็นผู้นำส่งให้ แต่ถ้าไม่ใช่มนุษย์! เอ้ย มนุษย์เงินเดือน คุณก็สามารถที่จะนำส่งเงินประกันสังคมได้เช่นเดียวกัน เป็นผู้สมัครใจตามมาตรา 39 เผื่อพบเรื่องราวต่างๆ คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต เราก็มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เช่นเดียวกันครับ  

5. คิดถึงอนาคตยามเกษียณบ้างซิ (โว้ย)

  สุดท้ายถ้าหากบังคับตัวเองให้ออมไม่ได้ตาม 1-4 ข้อแรก  ท่าไม้ตายลับ สุดยอดคือ“คิดถึงตัวเองบ้างสิโว้ยยย” ลองคิดสิครับว่า เมื่อเราเกษียณอายุ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ เราจะทำอย่างไรดี จะมีชีวิตได้ไหมหากไม่มีเงินออมเลย เราต้องทำให้ครอบครัวและคนที่เรารักลำบากขนาดไหนกับพฤติกรรมแบบนี้ ไม่นะ ไม่นะ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!! (พอ!)       สุดท้ายนี้หวังว่าเคล็ดลับทั้ง 5 ข้อนี้ คงจะช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับการออมเงิน เพราะชีวิตเราทุกคนนั้นไม่ได้อยุ่เพื่อวันนี้ แต่เรายังมีอนาคตให้นึกถึง อย่างที่ใครหลายคนบอกว่า ชีวิตไม่มีพรุ่งนี้ มีแต่วันนี้ และเราต้องทำมันให้ดีที่สุด (เกี่ยวกันไหมเนี่ย ตึ่งโป๊ะ!)

- 1 - - 2 - - 3 - - 4 - - 5 - - 6 - - 7 - - 8 - - 9 - - 10 - - 11 - - 12 -