เคล็ดลับการเงิน

1481583400

เราควรบอกเรื่องสถานะการเงินของครอบครัวให้ลูกรู้หรือไม่ ?

วันก่อนผู้เขียนไปอ่านเจอกระทู้ในพันทิปเป็นคุณแม่ท่านหนึ่งที่มาโพสต์ถามว่า ลูกจะรู้ไหมว่าพ่อแม่หาเงินได้ไม่เยอะขนาดนั้น คุณแม่ได้อธิบายว่าครอบครัวมีสมาชิก 3 คน คือ พ่อ แม่และลูก สามีทำงานคนเดียวมีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ลูกเรียนอยู่มัธยมปลายแล้ว แต่ใช้เงินค่อนข้างเยอะ ชอบซื้อของแพง ๆ โดยเฉพาะเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายของลูกต่อเดือน มีทั้งค่าหอและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก แต่ลูกไม่รู้หรอกว่าฐานะของทางบ้านเป็นอย่างไร และไม่รู้ว่าพ่อมีเงินเดือนแค่ 30,000 บาทเท่านั้น จึงอยากสอบถามว่าครอบครัวอื่นที่มีรายได้ประมาณเท่านี้ มีงบประมาณในการซื้อเสื้อผ้าของลูกเท่าไหร่กัน

แล้วก็ได้ไปอ่านเจออีกกระทู้หนึ่งมีชื่อว่า สถานะการเงินของครอบครัว ควรจะบอกลูกไหมครับ คราวนี้เป็นลูกบ้างที่เข้ามาตั้งกระทู้ว่า พอจะทราบว่าที่บ้านมีปัญหาทางการเงินอยู่ จึงถามพ่อแม่ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ตอบอะไร เลยสงสัยว่าเรื่องเงินพ่อแม่เขาไม่บอกให้ลูกรู้กันหรือ

ทั้งสองกระทู้นี้มีผู้เข้ามาตอบและให้ความเห็นอย่างมากมาย แต่คำตอบค่อนข้างไปในแนวทางเดียวกันว่า ลูกควรต้องรู้ฐานะและการเงินของที่บ้าน เพราะการเป็นครอบครัวเดียวกันก็เหมือนกับลงเรือลำเดียวกัน แม้ว่าพ่อแม่ทุกคนจะรักลูกมากและต้องการหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกอยู่แล้ว หลายครอบครัวคิดว่าไม่อยากให้ลูกต้องกังวล อยากให้โฟกัสไปที่เรื่องเรียนอย่างเดียว

การให้ลูกรู้เรื่องเงินในครอบครัว ถือเป็นการสอนลูกให้รู้จักการใช้เงินไปในตัว ยิ่งโดยเฉพาะถ้าครอบครัวกำลังลำบาก ลูกจะได้รู้ว่าต้องช่วยประหยัด หรือต้องช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวได้อย่างไรบ้าง ซึ่งย่อมดีกว่าลูกไม่รู้เรื่องอะไร แล้วก็ใช้จ่ายไปตามปกติโดยที่ไม่ได้คิด เมื่อถึงเวลาหากครอบครัวต้องเผชิญภาวะวิกฤตหรือลำบากมากขึ้น ลูกก็จะปรับตัวไม่ได้ กลายเป็นพ่อแม่รังแกฉันไปเสียอีก

ผู้เขียนเองก็มีลูกเช่นเดียวกัน เลยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าคิดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่เหมือนกัน มีหลายความเห็นที่เป็นมุมมองที่มีประโยชน์จากพ่อแม่ที่มีประสบการณ์ จึงขอนำมาสรุปไว้เป็นข้อคิดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่กันค่ะ

ไม่บอกลูกก็ไม่รู้ 

บางครอบครัวที่ไม่บอกเรื่องเงินให้ลูกรู้ เมื่อลูกไม่รู้ก็คิดว่าพ่อแม่ส่งเรียนไหว ก็อยากทำอะไรตามเพื่อนที่มีฐานะดี ทั้งอยากไปเรียนต่อเมืองนอก อยากไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนหรืออยากไปเรียนซัมเมอร์ที่ต่างประเทศ เป็นต้น เมื่อไม่ได้ไปก็แสดงอารมณ์และไม่เข้าใจพ่อแม่ เหตุผลก็เพราะไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่เรื่องเงิน

ไม่บอกลูกก็ไม่เกรงใจ

บางคนเคยเห็นลูกของบางครอบครัวใช้เงินแบบน่าเป็นห่วงมาก เวลาพูดจาขอเงินพ่อแม่ใช้ก็ใช้คำไม่สุภาพหรือไม่เกรงใจ ดูเป็นเด็กเอาแต่ใจ พ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนี้ก็น่าที่จะบอกให้ลูกรู้ฐานะการเงินของที่บ้าน และค่อย ๆ สอนเรื่องการประหยัดและการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกเป็นแบบที่ว่าได้


ไม่บอกลูกก็ไม่เข้าใจ 

บางคนมองว่าการบอกฐานะทางการเงินของครอบครัวให้ลูกรู้นั้น ถือเป็นการสร้างสมทักษะชีวิตให้กับลูกในอีกด้านหนึ่ง ลูกจะได้เข้าใจ รับสภาพได้และช่วยประหยัดเพื่ออนาคตเมื่อเขาโตไปมีครอบครัวเป็นของตัวเองก็จะได้รู้จักคิดวางแผนและบริหารเรื่องเงินได้


ใช้จิตวิทยาในการบอกลูก 

ส่วนบางคนก็เห็นด้วยกับเรื่องที่ต้องบอกเรื่องเงินกับลูก เพียงแต่ต้องมีจิตวิทยาในการบอก ไม่ทำให้ลูกรู้สึกเป็นกังวลหรือต้องเครียดตามไปด้วย ให้พ่อแม่เล่าเรื่องแบบกลาง ๆ ไม่ต้องใส่อารมณ์ลงไปด้วย และให้บอกวิธีแก้ไขด้วยว่าทุกคนจะช่วยกันได้อย่างไรบ้าง อาจไม่ต้องบอกละเอียดถึงขนาดว่าพ่อแม่มีเงินเดือนเท่าไหร่ก็ได้ แต่ถ้าส่งลูกไปเรียนเมืองนอกไม่ไหวหรือซื้อเสื้อผ้าแพงใส่ตลอดไม่ไหว ก็ควรอธิบายกับลูกว่าฐานะของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน เราจะตามเพื่อนทุกอย่างคงจะไม่ได้


พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี 

สำคัญที่สุดก็คือพฤติกรรมในการใช้จ่ายของพ่อแม่ วิธีการสอนให้ลูกรู้จักประหยัดและใช้เงินให้เป็นที่ดีที่สุด ก็คือ พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน ไม่ใช่ปากก็สอนลูกว่าประหยัด แต่ตัวเองยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอยู่ หรือซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้าน แบบนี้พูดเท่าไหร่ลูกก็คงจะไม่เชื่อแน่ ๆ


ให้เมื่อลูกขอในสิ่งจำเป็น 

บางความเห็นก็เข้ามาตอบในฐานะของลูก ว่าไม่ได้รู้ว่าพ่อแม่มีเงินเดือนเท่าไหร่ พ่อแม่บอกแต่ว่ามีรายได้ไม่มาก มีภาระต้องผ่อนบ้านผ่อนรถอยู่ ต้องช่วยกันประหยัด จึงทำให้ไม่ค่อยกล้าขอเงินมาก ๆ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร ถ้าจำเป็นก็ขอ พ่อแม่ก็ให้ทันที เพราะไม่ได้ขอบ่อย ๆ


สอนลูกให้รู้ว่าคุณค่าของตัวเองสำคัญกว่าวัตถุภายนอก 

สำหรับลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น อย่างเช่น ลูกเจ้าของกระทู้ที่อยู่ ม.ปลาย เป็นเรื่องธรรมดาที่เพื่อนจะมีอิทธิพลค่อนข้างมาก อยากมี อยากใช้ และอยากกินเหมือนเพื่อน จะว่าไปก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องสอนและบอกลูกว่า คุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุภายนอก อย่างเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับราคาแพง บอกว่าถ้าตัวเรามีดีอยู่ในตัว เพื่อนก็จะเห็นโดยที่ไม่ต้องใช้สิ่งภายนอกมาช่วย


สอนลูกให้รู้จักทำงานถ้าอยากได้เงิน

ฝรั่งเขาสอนลูกดีเรื่องเงิน เมื่อถึงวัยรุ่นแทบทุกคนจะต้องทำงานช่วงปิดเทอมเพื่อหารายได้เอง เราอาจใช้วิธีของฝรั่งมาใช้กับลูกได้ในกรณีที่ลูกต้องการซื้อของที่อยากได้ แต่เกินจากงบที่พ่อแม่ให้ก็จะต้องทำงานเสริมเพื่อหาเงินมาเพิ่มเอง


สำหรับผู้เขียนคิดว่าเรื่องเงินของครอบครัวที่จริงแล้วควรต้องสอนและค่อย ๆ บอกลูกมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ลูกยังเล็ก เริ่มตั้งแต่เด็กที่พอจะรู้เรื่อง ก็สอนให้ประหยัด กินและใช้อย่างคุ้มค่าและไม่ฟุ่มเฟือย แม้ว่าครอบครัวจะไม่ได้ลำบากก็ตามก็ต้องสอนต้องบอกอยู่ดี ถึงวัยที่ลูกเข้าเรียนมีเพื่อน เป็นธรรมดาที่ลูกอาจเปรียบเทียบค่าขนมกับเพื่อน พ่อแม่ก็มีหน้าที่ต้องอธิบายว่าเงินค่าขนมที่ให้เหมาะสมกับวัยของเขาแล้วอย่างไร เมื่อลูกค่อย ๆ โตขึ้นก็สอนให้รู้จักบริหารเงินด้วยตัวเอง ให้เงินเป็นรายสัปดาห์ ถ้าหมดก่อนก็ห้ามใจอ่อน ลูกก็จะได้เรียนรู้วิธีบริหารเงินเพื่อใช้จ่ายส่วนตัว


พ่อแม่ที่ใกล้ชิดลูกจะมีเรื่องสอนลูกได้ทุกวัน แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม ให้พูดไปลูกก็จะค่อย ๆ ซึมซับ การบอกหรือพูดให้ลูกฟังย่อมดีกว่าเพราะมีโอกาสที่ลูกจะเข้าใจ แต่ถ้าไม่พูดหรือไม่บอก ก็คือลูกไม่รู้และไม่เข้าใจ ปัญหาเรื่องเงินก็จะกลายเป็นปัญหาของครอบครัวไปอีก สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ที่มีประสบการณ์บอกอยู่เสมอก็คือ เมื่อลูกยิ่งโตจะยิ่งพูดและสอนยากมากขึ้น ให้พูดและสอนตั้งแต่ยังเล็กจะง่ายกว่า
1479855549

วีธีที่จะช่วยให้คุณกลายเป็นเศรษฐีในวัย 30

ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมว่า  คุณจะสามารถประสบความสำเร็จเมื่อคุณอายุเท่าไหร่? และไม่มีคำตอบที่ชัดเจนหรือถูกต้องที่สุดที่จะตอบคุณได้ว่า คุณจะสำเร็จหรือไม่อย่างไร?

ซึ่งในวัย 30 ปี ของคนเรานั้น การเดินทางในชีวิตที่หลากหลาย การที่คนคนหนึ่งจะกลายเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ และกลายเป็นเศรษฐีในวัยเพียงอายุ 30 ปี  ซึ่งอาจดูเป็นความฝันและจินตนาการ แต่ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ ถ้าคุณมีความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจที่พร้อมจะสร้างฝันให้เกิดขึ้นจริงด้วยวัยเพียง 30 ปี  ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่คุณต้องทำให้ได้ต่างหากเล่า!!!  


Grant Cardone เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขายต่างประเทศของ New York Times ผู้เขียนหนังสือที่ขายดีที่สุดและเป็นพิธีกรรายการวิทยุของ The Cardone Zone เป็นผู้สร้างความเชื่อและให้การสนับสนุนในความคิดนี้อย่างจริงจัง ด้วย 10 ขั้นตอนที่เขารับประกันว่าคุณจะกลายเป็นเศรษฐีได้ในวัย 30 


1.วิธีการสร้างเงินเพื่อเพิ่มรายได้

การตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง โดยการมุ่งมั่นเพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้นและย้ำเตือนตัวเองอย่างเสมอว่าคุณต้องทำให้ได้ ด้วยการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองในการสร้างรายได้ เป็นการบังคับและควบคุมรายได้ให้เกิดขึ้นและเป็นการมองเห็นโอกาสอย่างมีความหวัง เพื่อสร้างกำลังใจให้เกิดขึ้นในอนาคต

2.ไม่โอ้อวด – แสดงตน

การแสดงตัวตนของคุณอย่างเสมอต้นเสมอปลายในวิถีการดำรงชีวิตอย่างมีเหตุและผล  ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากขึ้นเพียงใด คุณยังคงเลือกใช้ชีวิตของคุณเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมาในอดีต  ไม่ใช้ชีวิตแบบตามกระแสของรายได้ที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าในวันที่คุณกลายเป็นเศรษฐีก็ตาม

3.เก็บเงินเพื่อการลงทุน ไม่ใช่ประหยัดเพื่อเก็บเท่านั้น

เหตุผลเดียวที่จะให้คุณประหยัดเงิน คือ การลงทุน การนำเงินที่คุณเก็บไว้ยามฉุกเฉิน  เงินเก็บที่คุณเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย ขั้นตอนตอนต่อไปนี้คือ บังคับให้คุณสร้างรายได้จากการนำเงินเก็บส่วนนี้ไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้  อย่างน้อยเป็นเวลา 2 ปีต่อครั้งเพื่อการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพที่คุ้มค่าและคุ้มทุน

4.หลีกเลี่ยงการชำระหนี้ที่ไม่ได้จ่ายเงินให้คุณ

การตั้งกฏในการวางแผนการใช้เงิน หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้คุณ  มีคนมากมายที่เป็นหนี้หรือชำระหนี้เพื่อเพิ่มระดับทางสังคมให้ตัวเอง  แต่สำหรับบุคคลที่รู้จักวางแผนอย่างสมบูรณ์ คือบุคคลเป็นหนี้เพื่อจะยกระดับการลงทุนและเพื่อการเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อพัฒนาให้ธุรกิจเติบโตด้านกระแสเงินสดเท่านั้น

5.รักษาเงินไว้เช่นเดียวกับการหวงแหนคนที่คุณรัก

มีวิธีคิดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือการสร้างอิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่การสร้างความผูกพันแบบพันธนาการ  กล่าวคือ ไม่ใช่การจองจำเงินไว้กับคุณตลอดชีวิตและตลอดเวลา แต่เป็นการสร้างอิสระภาพทางการเงินอย่างคุ้มทุนด้วยการบริหารและการจัดการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เปรียบกับการที่คุณดูแลและรักษาคนที่คุณรักนั่นเอง

6.เงินไม่เคยนอนหลับ

เงินไม่เคยหลับ ไม่มีตารางเวลาและไม่มีวันหยุด คุณสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่คุณสามารถทำได้ เพียงคุณมีจริยธรรมและวินัยในการวางแผนการทำงานที่ดี คุณสามารถใช้เวลาที่มีอยู่ของคุณจัดสรรทางการเงินอย่างลงตัวในการสร้างรายได้จากการทำงานของคุณ

7.อย่าทำให้รู้สึกว่ามันเลวร้าย

คุณอาจจะไม่สามารถเลือกเกิดมาจากความพร้อมอย่างสมบูรณ์ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณ แต่หากคุณเลือกการใช้ชีวิตอย่างไม่ดีพอในการดำเนินชีวิต นั่นคือความผิดพลาดของคุณ คุณสามารถตั้งเป้าหมายและวางแผนในอนาคตของคุณได้ด้วยความตั้งใจอย่างมุ่งมั่น ที่จะให้คุณมีแรงบันดาลใจที่จะต่อสู้อย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต

8.ปรึกษาคนรวย

คนส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดและยึดติดกับตัวเอง กลุ่มคนชั้นกลางและคนจนเท่านั้น คุณลองเปิดใจในการเปิดรับกับคนรวยที่มีความพร้อมทางสังคม คุณลองเปิดตัวเองให้คำปรึกษากับกลุ่มคนเหล่านี้แบบส่วนตัว เพื่อศึกษาพวกเขาในการใช้ชีวิตและความคิด  แล้วคุณจะพบว่า ส่วนใหญ่คนรวยจะเป็นคนใจกว้าง มีความพร้อมทั้งด้านความรู้และทรัพยากรที่น่าสนใจ

9.ใช้เงินเพื่อยกระดับ

เป็นการยืนยันอีกครั้ง สำหรับการลงทุนเป็นเหตุผลเดียวที่จะให้คุณสามารถทำขั้นตอนอื่นได้ต่อไป  เพื่อให้เงินทำงานที่ยากและทำงานที่หนักให้คุณ เพื่อยกระดับรายได้ให้ชีวิตของคุณดีขึ้นและดียิ่งขึ้นไป  การลงทุนเพื่อให้คุณประสบความสำเร็จ ในระดับแบบเพิ่มทุนอย่างก้าวกระโดด

10.การตั้งเป้าหมายเพื่อเงิน 10 ล้านไม่ใช่เพียงแค่เงินเพียง 1 ล้านบาท

ความผิดพลาดทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การที่คุณไม่คิดใหญ่ให้มากพอ มีข้อแนะนำว่าคุณต้องคิดแบบยักษ์ โตให้ได้อย่างยักษ์ แม้ว่าคุณจะเป็นเพียงมดตัวเล็กก็ตาม เพราะนี่เป็นปัญหาที่ถือว่าคนที่คิดเช่นนี้ ยังเป็นบุคคลที่ขาดแคลนในโลกใบนี้


สำหรับ 10 ขั้นตอนเหล่านี้ 

สามารถสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันให้คุณสามารถก้าวไปเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จได้ในชีวิต ด้วยการใช้วีธีที่จะช่วยคุณให้กลายเป็นเศรษฐีในวัยเพียง 30  คุณต้องกล้าที่จะฝันให้ไกลและไปให้ถึง เพียงคุณเปิดใจให้กว้างพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงกับความร่ำรวยที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการใช้ความคิดและจริยธรรมในการทำงานอย่างตั้งใจ เพื่อให้คุณเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จได้ในวัยเพียง 30
1479777090

ปรัชญาแห่งความสำเร็จกับ 6 ปัจจัย

ทุกคนมีความฝัน มีความต้องการเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ที่แตกต่างกัน ในแต่ละความคิด ในแต่ละการกระทำ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย ก็ย่อมมีความต้องการประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบางคนสามารถเข้าถึงความสำเร็จได้โดยง่าย แต่หากก็มีผู้คนอีกมากมายที่ไม่สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ บทความของเราในวันนี้ขอเสนอ 6 ปัจจัยพื้นฐาน ที่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้ ขึ้นอยู่กับการนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละคน ปัจจัยดังกล่าวมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

คุณต้องรู้จักแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง

ไม่มีใคร ที่สามารถบอกได้ว่า “ชีวิตของคุณนั้นจะดี หรือไม่ดี” ไม่มีใครสามารถบอกว่าคุณจะมีความสุขกับชีวิตหรือไม่ ความหมายของคำว่า “คุณต้องรู้จักแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง” นั้น ก็คือ ความเป็นจริง คุณเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างความสำเร็จ และแนวทางดำเนินชีวิตของตนเองได้ ไม่มีใครที่สามารถขีดเส้นทางให้คุณเดินได้ มีแต่ตัวคุณเท่านั้นที่สามารถเลือกเส้นทางเดิน ไม่ว่า ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเพียงคนเดียว

เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ คือการแสดงออกว่าคุณรู้จักรับผิดชอบตัวคุณเองแล้ว” คำนี้ หมายถึง ให้คุณหยุดกล่าวโทษผู้อื่นในทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณ อะไรจะง่ายกว่ากันระหว่าง พยายามเปลี่ยนทุกคนบนโลกให้เข้ากับคุณได้ กับ เปลี่ยนเพียงคุณคนเดียวให้เข้ากับทุกคนบนโลกได้ การแสดงออกว่าคุณรู้จักความรับผิดชอบตัวคุณ ก็เพียงแค่ ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า คุณทำอะไรพลาดไป มันถึงได้เกิดสถานะการณ์แบบนี้กับชีวิตของคุณได้ แล้วคุณต้องทำอะไรให้สถานการณ์ดังกล่าวดีขึ้น


คุณต้องรู้ให้ได้ว่า “ความสำเร็จมีความหมายต่อคุณอย่างไร”

ความสำเร็จของคนส่วนใหญ่ อาจมีความหมาย ในการเรื่องของการเติมเต็มความปราถนา อย่างแรงกล้าภายในจิตใจของเขา อย่ากลัวที่จะมีความต้องการเหมือนคำคมที่ว่า “แม้แต่พระก็มีความต้องการที่จะเข้าถึงปรินิพพาน แม้แต่นักบวชก็ต้องการที่จะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า” ในบางครั้ง คนเราอาจมีความต้องการหลายอย่างพร้อมกัน แต่ก็มีบางคนที่ไม่รู้ว่าตนเองมีความต้องการอะไร เราเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่า คุณมีความต้องการอะไร แต่เราสามารถให้แนวทางในการหาความต้องการของตัวเองได้ ดังนี้


     1.ไม่ทำเพื่อสิ่งของ 

      มีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับความสุข และความพึงพอใจในชีวิต ที่กล่าวว่า “การฝันถึงวัตถุ ไม่ทำให้คุณมีความสุขได้เลย ถึงแม้ว่าคุณจะได้มันมาอยู่ในมือแล้วก็ตาม” สรุปคือ ความต้องการไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจ ความสุข และความพึงพอใจ บางคนอาจมีความสุขเพียงได้ใช้ชีวิตอิสระอยู่กับครอบครัว บางคนอาจมีความพึงพอใจเพียงอยู่ร่วมกันกับครอบครัวในบ้านหลังเล็ก แต่อบอุ่น ซึ่งความต้องการเหล่านี้ เป็นควรต้องการที่ไม่ใช่เพื่อวัตถุ แต่เพื่อความสุขทางใจมากกว่า


     2.ทำเพื่อตัวเอง 

      อย่าเสียเวลาทั้งชีวิต เพียงแค่ให้ผู้อื่นรู้สึกดีกับตัวคุณ แต่ควรใช้ชีวิตอย่างที่คุณต้องการบ้าง เพราะชีวิตของคุณ ก็เป็นของคุณอยู่อย่างนั้น ไม่ควรทำในสิ่งที่คุณไม่ชอบ เพื่อให้คนอื่น ๆ เหล่านั้นมองเห็นคุณค่าในตัวคุณ


     3.อย่าทำตามคนรอบข้าง 

      สังคมที่คุณอยู่ อาจทำให้คุณมองวิธีทางไปสู่ความสำเร็จแคบลง คุณควรค้นหาวิธีการไปสู่ความสำเร็จด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะมีความสุขกับผลลัพธ์นั้นมากกว่า


     4.ทำเพื่อพัฒนาตัวคุณเอง

      ท้าทายตัวคุณเอง ทำในสิ่งที่คุณกลัว วันหนึ่งเมื่อคุณมองย้อนกลับไปดูอดีตที่ผ่านมา ด้วยความภาคภูมิใจ ขอบคุณแล้วพูดว่า “ดูฉันในอดีต กับฉันในตอนนี้สิ” นั่นเพราะความภูมิใจประเมินค่าไม่ได้


เมื่อตัดสินใจแล้ว ต้องลงมือทำ

ลงมือทำ ทำอะไรก็ได้ที่คุณคิดที่จะทำ หรือลงมือปฏิบัติตามความต้องการของคุณเลย ให้คุณลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จ บางคนเมื่อคิดได้แล้ว แต่ไม่กล้าที่จะลงมือทำ นั่นก็เพราะพวกเขากลัวที่จะทำ หากคุณมีความต้องการจะประสบความสำเร็จจริง ๆ คุณต้องลงมือ ขจัดความกลัวในตัวคุณออกไป เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ คุณต้องเผชิญหน้าและเอาชนะความกลัวก่อน คุณจึงประสบความสำเร็จได้”


น้อมรับความผิดพลาด ความล้มเหลวในชีวิต

ให้คุณมีสติในการเดินทุกก้าว เพราะก้าวแรกสู่ความสำเร็จ มักจะเป็นก้าวที่ผิดพลาดเสมอ คุณอาจจะรู้สึกไม่ดี ถึงแม้ความผิดพลาดจะมีนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าคุณจะคิดในทางที่ดีแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรจะมาลบล้างความผิดพลาดของคุณออกไปจากจิตใจได้ นั่นเพราะ “ความผิดพลาด หรือที่ทุกคนเรียกว่าความล้มเหลว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ” ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องเคยทำผิดพลาดมาก่อนทั้งนั้น

ดังคำกล่าวของ โทมัส เอดิสัน ที่ว่า “ผมไม่เคยล้มเหลวในชีวิตเลย ผมแค่ค้นพบหมื่นวิธีที่มันใช้การไม่ได้ก็เท่านั้น” แทนที่คุณจะคิดว่ามันคือความล้มเหลว ให้คุณลองเปลี่ยนความคิดใหม่ ว่ามันคือประสบการณ์ที่สำคัญของชีวิต ทุก ๆ สิ่งที่คุณทำผิดพลาดไป จะสอนให้คุณเข้าใกล้เป้าหมาย และความสำเร็จที่คุณต้องการ


เป็นนักเรียนที่ดี ให้ชีวิตสอนเรา

คุณเคยพบผู้ที่มีความคิด และการกระทำที่ถูกต้องทุกอย่างหรือไม่ ไม่มีใครที่คิด หรือกระทำอะไรถูกไปเสียทุกอย่าง ดังนั้น ควรเปิดใจในการเรียนรู้ และนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนา เพื่อจะสามารถได้รับความสำเร็จอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะพบกับเรื่องผิดพลาดอะไรมาก็ตาม ความผิดพลาดเหล่านั้นจะสอนคุณ ให้คุณได้ก้าวเดินต่อไปอย่างถูกต้อง เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตจะสอนสิ่งใหม่แก่คุณทุกวัน ก็ต่อเมื่อคุณยอมให้ชีวิตสอนคุณ”


มีความสุขกับมัน

“จงมีความสุขกับชีวิต หัวเราะให้กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และฉลองให้กับความสำเร็จที่จะมาถึง” คุณลองมองตัวเองในทุกวัน ว่าตั้งแต่คุณมีเป้าหมายจนถึงวันนี้ คุณประสบความสำเร็จอะไรไปแล้วบ้าง หากคุณพบว่าเกิดผิดพลาด ก็ควรทำใจให้ชิน แล้วคิดเพียงว่า สามารถก้าวไปหาความสำเร็จได้อีกหนึ่งก้าว หรือคุณพบว่าคุณสามารถทำได้ตามเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จงดีใจกับความสำเร็จนั้น และมีความสุขกับการใช้ชีวิตต่อไป


ซึ่งความจริงแล้ว ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ แต่มันอยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในทุก ๆ ชั่วโมงของชีวิต และในทุก ๆ ที่ที่คุณมีความรู้สึกว่ามีความสุขกับมัน

1479514010

กำแพงคนโง่

กำแพงคนโง่เป็นเรื่องของคนที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่ สิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้กลับนึกว่าตัวเองรู้แล้วเข้าใจแล้วเป็นอย่างดี มีเรื่องเล่าถึงนักศึกษาเภสัชกลุ่มหนึ่ง อาจารย์ให้ดูสารคดีที่ถ่ายทอดรายละเอียดคู่สามีภรรยา ตั้งแต่การตั้งครรภ์จนถึงการคลอด โดยนักศึกษากลุ่มนี้มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  ปฏิกิริยาของนักศึกษาหญิงที่ได้ดูสารคดีสะท้อนกลับมาว่า เป็นการเรียนรู้ที่ดีมาก และได้ค้นพบอะไรใหม่ๆมากมาย  ในขณะที่นักศึกษาฝ่ายชายทุกคนกลับพูดว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เรียนรู้มาแล้วจากวิชาสุขศึกษา ในชั้นมัธยม ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่หรือน่าสนใจตรงไหน  แม้จะดูเรื่องเดียวกันแต่ผลตอบกลับนั้นแตกต่างกันคนละขั้ว เรื่องเล่านี้น่าสนใจตรงที่ เรื่องเดียวกันทำไมถึงมีผลตอบกลับต่างกัน  สรุปว่าปัญหานั้นก็คือ เรื่องของทัศนคติในการรับรู้ข้อมูล ผู้ชายไม่อยากรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของการคลอด พวกเขาจะมองไม่เห็นถึงสิ่งที่นักศึกษาหญิงได้ค้นพบ เพราะพวกเขาไม่คิดที่จะค้นพบอย่างจริงจัง ซึ่งก็คือ การปิดกั้นข้อมูลที่ตัวเองไม่อยากรู้ กำแพงที่ปรากฏอยู่ในที่นี้ ก็คือกำแพงคนโง่นั่นเอง


ในชีวิตประจำวันของเรา หรือเรื่องของคนรอบตัวเรา 

มีตัวอย่างเกี่ยวกับกำแพงคนโง่เต็มไปหมด  

บางเรื่องเป็นเรื่องของความสามัญสำนึก ไม่ใช่เรื่องของการเรียนรู้ เราก็เหมาเอาว่า เรารู้แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นอันตราย บางเรื่องไม่ใช่แค่บอกแค่ดูก็จะเข้าใจได้ แต่ต้องเป็นการลงมือทำ ต่อเนื่อง ยาวนาน จึงจะรู้และเข้าใจอย่างแท้จริง  ยกตัวอย่างคลอดอีกครั้ง ถ้ามีคนมาให้อธิบายเรื่องความเจ็บปวดขงการเจ็บท้องคลอดเป็นยังไง?  จะสามารถอธิบายด้วยการพูดจากปากได้หรือไม่ โยงไปถึงเรื่องการเล่นหุ้น  ที่ว่าคนเล่นหุ้นนั้นน่าชื่นอกตรม คนภายนอกดูแล้วเป็นอาชีพที่เท่ห์ รวย แต่หากใครไม่ได้เข้าไปเล่นหุ้นจริงๆ แบบเล่นเอง เจ็บเอง ก็จะไม่มีวันเข้าใจ  ไม่เข้าใจว่า แค่ตัดขาดทุนง่ายๆแค่นั้น ทำไมถึงทำกันไม่ได้  ที่เขาว่าเล่นหุ้นแล้วรวย ทำไมคนใกล้ตัวเล่นหุ้นเจ๊งกันซะเป็นส่วนใหญ่

ประโยชน์ของบทความนี้ 

ช่วยให้เราละเอียดกับความรู้และความเข้าใจของตัวเราที่มีต่อโลกและเรื่องราวต่างๆมากขึ้น การอ่านหนังสือ หรือการฟังเขาเล่ามานั้น ไม่มีวันที่เราจะได้เรียนรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้เท่ากับเราได้ลงมือปฏิบัติและค้นพบด้วยตัวเอง  เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อและกระแสโฆษณาชวนเชื่ออย่างง่ายๆ  เราจะไม่แห่ตามกันไปลงทุนกับแชร์ลูกโซ่  และเราจะไม่มักง่ายในการบอกว่ารู้แล้ว เข้าใจแล้วในสิ่งที่เราไม่อยากรู้หรือไม่สนใจ  การปิดกั้นตนเองในการรับรู้หรือเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ถือเป็นกำแพงที่เราสร้างขึ้นเพื่อหยุดยั้งการพัฒนาตัวเราเอง

การส่งต่อความรู้ของเราก็เช่นกัน 

บางครั้งเราคิดว่าสิ่งที่เราได้รับรู้มานั้นเป็นสิ่งที่จริงแท้ ทุกคนต้องเชื่อฟังและทำตาม  บางสิ่งเราตั้งใจถ่ายทอดเพราะความหวังดี อยากให้ได้รับประโยชน์กันทุกๆคน  แต่สิ่งที่เราบอกกล่าว อธิบายออกไปนั้น แน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะจริงต่อคนอื่นด้วย คนอื่นที่มีพื้นฐานความรู้ พื้นฐานทางครอบครัว สังคม ที่ต่างกันกับเรา  เรื่องที่เป็นจริงกับเรา อาจไม่จำเป็นต้องจริงด้วยสำหรับคนอื่นๆก็ได้

กล่าวโดยสรุป 

ความจริงแท้ของโลกนี้มีหลายมิติ สิ่งที่เรารู้และบอกว่าเข้าใจแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะเรามักง่ายตอบออกไปโดยที่ลึกๆแล้วเราไม่สนใจหรือไม่อยากรับรู้เรื่องนั้นๆก็ได้  การมักง่ายตอบออกไปแบบนั้นก็เหมือนกับเราสร้างกำแพงคนโง่ขึ้นมาปิดกั้นการเติบโตทางปัญญาของตัวเอง เช่นกันกับการเรียนรู้จากคนอื่น ไม่แน่เสมอไปว่าสิ่งที่เขาบอกและคิดว่าผู้สอนรู้แล้วนั้น อาจเป็นการรู้แบบผิวเผินก็ได้  หากเราอยากเรียนรู้เรื่องอะไร อย่าได้เพียงแต่ฟังเขาเล่า หรือฟังจากคำอธิบาย แต่ให้ลงมือทำด้วยตนเองจะได้ความรู้ลึก รู้จริงเป็นที่สุดของตัวเอง และความรู้นั้นจะติดตัวเราไปอีกนานแสนนาน
1467152914

ก่อนจะไปเปิดบัญชี เงินฝากดอกเบี้ยสูง เราต้องรู้อะไรบ้าง

การฝากเงินด้วยบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป เดี๋ยวนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนักในการออมเงินเพื่อให้เกิดการงอกเงย เพราะไม่ว่าจะมองไปที่ธนาคารไหนก็ตาม เงินฝากบัญชีเผื่อเรียกดอกเบี้ยน้อยมากหรือบางแห่งก็ไม่ให้เลยก็มี จึงทำให้หากเราต้องการฝากเงินเพื่อการออมจริงๆ การฝากในบัญชีที่ฝากประจำหรือเผื่อเรียกที่ให้ดอกเบี้ยสูง น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเดินเข้าไปเปิดบัญชีได้เลย ควรจะศึกษาเรื่องเหล่านี้ของแต่ละบัญชีให้เข้าใจเสียก่อนจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

1. เงินฝากดอกเบี้ยสูง ต้องมีวงเงินเปิดบัญชีขั้นต่ำ

อย่างแรกที่เราจะต้องเข้าไปเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงก็คือ บัญชีแบบนี้จะมีวงเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชีด้วย ซึ่งบางแห่งอาจจะไม่มาก เพียงแค่ ห้าร้อย หนึ่งพัน ก็เปิดได้แล้ว(ของ ธอส.) แต่บางธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดวงเงินไว้สูงกว่าที่เราคิด นั่นก็คือ เริ่มต้นที่ หนึ่งหมื่นบาทเป็นต้นไป อย่างเช่น ฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5 เดือน ของออมสิน เป็นต้น หรือบางธนาคารตั้งวงเงินไว้สูงมากถึง ห้าหมื่นบาทก็มี เช่น กรุงไทยเงินฝากประจำพิเศษ 9 เดือน หรือ 14 เดือน หรือ ธกส.บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสุขใจที่ดอกให้สูงแต่ต้องเปิดบัญชีวงเงินเท่านี้เป็นต้น


2. เงินฝากดอกเบี้ยสูง ยิ่งฝากนานก็ยิ่งได้ดอกสูง

ต่อมาคือ เรื่องของดอกเบี้ยที่เราจะให้ความสำคัญมาก แน่นอนว่าแต่ละธนาคารถึงแม้ว่าจะให้ดอกเบี้ยที่สูงแต่ย่อมไม่เท่ากัน แต่อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือ เงินฝากดอกเบี้ยสูงนั้น ดอกเบี้ยที่โฆษณานั้นอาจจะเกิดจากระยะเวลาการฝากด้วย หมายความว่า ต้องฝากนานถึงจะได้ดอกตามที่บอกไว้ เช่น บัญชีเงินฝากสุขใจของ ธกส. ถ้าหากว่าเราฝากเงินไว้ประมาณ 4 เดือน จะได้อัตราดอกเบี้ย 1.50 ต่อปี แต่หากฝากต่อไปอีกตามระยะก็จะได้อัตราดอกเบี้ย 1.55 ต่อปี และขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นต้น ซึ่งการทำแบบนี้ก็เพื่อที่จะจูงใจการฝากให้ยาวนานขึ้น

3. เงินฝากดอกเบี้ยสูง ไม่ได้เปิดตลอดเวลา

เรื่องต่อไปของบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงที่เราไม่รู้ก็คือ การเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงนั้น ทางธนาคารไม่ได้เปิดให้เราเข้าไปเปิดบัญชีได้ตลอดเวลา ส่วนใหญ่บัญชีแบบนี้จะเป็นช่วงหรือระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น อย่างเช่น บัญชีเงินฝากของธอส. ก็เปิดบัญชีได้ถึงกลางเดือน ก.ค.นี้ บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง 4 เดือน ของกรุงไทยก็เปิดแค่เดือน มิ.ย. เท่านั้น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าหากมีการเปิดบัญชีดอกเบี้ยสูงมากและบ่อยเกินไป จะทำให้ธนาคารอยู่ในภาวะเสี่ยงได้(มีเงินไม่พอจ่าย) แต่ใครที่ฝากไม่ทันก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะว่าบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงนั้นทางธนาคารจะให้เราเปิดบัญชีอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ทันก็รอนิดหนึ่งเดี๋ยวก็มา

4. เงินฝากดอกเบี้ยสูง มีช่วงเวลาจ่ายดอกเบี้ย

เมื่อเราเข้าใจถึงอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันแล้ว การจ่ายดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงนั้นก็แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งทั่วไปแล้วจะมีการจ่ายดอกเบี้ยอยู่สามรูปแบบคือ หนึ่งจ่ายดอกเบี้ยแบบทุกเดือนโดยจ่ายผ่านบัญชีที่ฝากไว้ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีส่วนใหญ่ที่แต่ละธนาคารทำกัน ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ การจ่ายดอกเบี้ยแบบเป็นช่วงเวลา เช่น การจ่ายดอกเบี้ยทุก หก เดือน อย่างบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทวีคูณของ ธอส. ที่จ่ายดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. และ ธ.ค. ของทุกปี และวิธีสุดท้ายก็คือ จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อฝากเงินได้ครบตามระยะเวลาที่ฝาก

5. เงินฝากดอกเบี้ยสูง อย่าลืมถามเรื่องภาษีด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนมักจะเจอเวลาฝากเงินบัญชีดอกเบี้ยสูง ก็คือ เรื่องของภาษี ที่บางบัญชีเราได้ดอกเบี้ยมาแล้วอาจจะต้องมีการหักเงินตรงนี้ด้วย บางบัญชีก็มีเงื่อนไขพิเศษที่หากเจ้าของบัญชีเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษี แต่หากเป็นนิติบุคคลต้องเสียภาษีอย่างนี้ก็มี ซึ่งเราต้องสอบถามทางธนาคารให้ชัดเจนเพราะเวลาไปถอนจะได้ไม่งงว่า ทำไมไม่ได้รับเงินตามที่เราคำนวณไว้ อีกเรื่องก็คือ หากมีปัญหาเรื่องของภาษี ทางธนาคารจะหักเงินที่เราต้องจ่ายภาษีจากเงินต้นที่เราฝากไว้ ตรงนี้ก็ต้องรู้ไว้ด้วย จะได้เข้าใจว่า เงินต้นนั้นหายไปไหน


6. เงินฝากดอกเบี้ยสูง ดูเงื่อนไขการถอนไว้ด้วย

เรื่องถัดไปของการเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงก็คือ เรื่องเงื่อนไขของการฝากถอนว่าเป็นอย่างไร การฝากนั้นบางบัญชีก็มีการกำหนดขั้นต่ำในการฝากด้วยว่าต้องฝากครั้งละเท่าไร ได้ไม่เกินเท่าไร (อย่าลืมว่าหากบัญชีมีเงินมากไป ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยไม่ไหว) ส่วนเรื่องของการถอนก็จะมีการกำหนดจำนวนครั้ง หรือวงเงินที่เราสามารถถอนได้ นอกจากนั้นเราต้องถามให้ชัดเจนว่า หากเราถอนเงินก่อนครบกำหนดระยะเวลาฝากจะได้รับดอกเบี้ยเท่าไร ส่วนใหญ่แล้วหากเราถอนก่อนกำหนดเราจะได้ดอกเบี้ยแต่ในเรตฝากเผื่อเรียกธรรมดา

7. เงินฝากดอกเบี้ยสูง นิติบุคคลไม่เหมือนคนทั่วไป

เรื่องสุดท้ายของ เงินฝากดอกเบี้ยสูงก็คือ การเปิดบัญชีของบุคคลธรรมดาทั่วไปและนิติบุคคล ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันในการเปิดบัญชี เช่น หากคนทั่วไปสามารถเปิดบัญชีได้วงเงินจำนวนหนึ่ง แต่หากเป็นนิติบุคคลถ้าเปิดบัญชีเกิด 50 ล้านบาททางธนาคารอาจจะไม่รับ หรือ คนทั่วไปไม่เสียภาษีแต่นิติบุคคลเสียภาษีเป็นต้น ดังนั้นหากเราจะเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง ควรที่จะศึกษารายละเอียดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
1467064848

เคล็ดลับวางแผนการเงินแบบคนรวย เพื่อความสำเร็จทางการเงิน

อยากรวย ? อยากมีเงินใช้ ? ถ้าอย่างนั้นเรามาดูวิธีการบริหารการเงินแบบคนรวยกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง เพราะถ้าหากว่าคุณอยากรวย แต่ไม่อยากทำอะไรเลย มันไม่มีวันที่จะเป็นไปได้โดยเด็ดขาด คนเราจะต้องหว่านพืชเพื่อให้ได้ผล ไม่มีใครได้อะไรมาฟรีๆ อย่างน้อยก็จะต้องรู้ล่ะว่าตัวของคุณเองจะต้องมีการวางแผนการเงินเอาไว้อย่างไรบ้างนั่นเอง

เปิดโอกาสให้กับตัวเองอยู่เสมอ

โอกาสเกี่ยวข้องกับการบริหารการเงินของคนรวยอย่างไรล่ะ? บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าโอกาสมันมาเกี่ยวอะไรกันด้วย แต่อย่าลืมว่าโอกาสนี่แหละเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ถ้าหากว่าไม่มีโอกาสบางคนก็อาจจะไปไม่ถึงฝันเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานหรือว่าจะเป็นเรื่องขอการเรียนรู้ รวมถึงโอกาสในการออมเงินไม่ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ จนเสียโอกาสแต่ละวันไปนั่นก็ถือว่าเป็นการรักษาโอกาสในการบริหารการเงินให้กับตัวเองด้วยเหมือนกัน และที่สำคัญคือคนรวยจะไม่รอช้าในการไขว่คว้าโอกาสนั้นไว้ก่อนที่มันจะหลุดมือไป แต่บางคนกลับมองข้ามมันไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าโอกาสนั้นอาจจะเป็นโอกาสทองครั้งเดียวในชีวิตก็ได้

ใช้เงินไปกับการลงทุนที่ถูกต้อง

แน่นอนว่าการลงทุนมาพร้อมกับการบริหารการเงินที่ดีนั่นเองถ้าหากว่าคุณอยากบริหารการเงินในกระเป๋าของตัวเองให้สำเร็จล่ะก็ อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณไปถึงความฝันได้ง่ายมากยิ่งขึ้นนั่นก็คือการที่คุณใช้เงินไปลงทุนกับสิ่งที่สามารถสร้างผลงอกเงยต่อเงินในกระเป๋าของคุณได้นั่นเอง บางคนเลือกที่จะเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเองอะไรมากมาย หรือเพียงเพราะความอยากได้เท่านั้น แต่คนรวยนั้นจะเลือกใช้เงินไปลงทุนกับสิ่งที่ทำให้เกิดผลประโยชน์กับตัวเองได้

ตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น

คุณเคยอยากได้รถคันสวยๆ เอามาขับ หรือว่าอยากซื้อของตามกระแสอย่างเช่นเครื่องสำอางเกาหลีที่กำลังมาแรง หรือไม่? เราเชื่อว่าหลายคนจะต้องมีความอยากนี้มาก่อนเป็นอย่างแน่นอน และหลายคนเลือกที่จะซื้อในทันที ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าหลังจากที่ซื้อมาแล้วเราจะใช้มันได้นานแค่ไหน บางคนอยากได้ของสิ่งนั้นมาเพราะเห็นว่ามันมีประโยชน์มากๆ ในตอนที่อยากได้ แต่พอได้มันมาก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ซักเท่าไหร่ แล้วในที่สุดมันก็ขายไม่ออกหรือเน่าเสียไปในที่สุด แต่คนรวยนั้นจะไม่เลือกซื้อเพราะเห็นว่ามันไม่ได้สร้างผลประโยชน์อะไรในระยะยาวให้กับตัวเองเลย

มีวิธีการคำนวณความคุ้มค่าอยู่เสมอ

เวลาจะไปไหนมาไหนจะนั่งรถหรือว่าจะซื้ออะไรซักอย่างคนรวยจะคำนวณเอาไว้เสมอว่าในก่อนที่จะซื้อมานั้นคุณจะต้องเสียเงินไปเท่าไหร่ คุณจะต้องเสียเวลา เสียโอกาสที่จะใช้สินค้าหรือของอย่างอื่นไปเท่าไหร่ หรือที่เราเรียกว่าค่าเสียโอกาสนั่นเอง รวมถึงเรื่องภาษีที่คนรวยมักจะไม่มองข้ามไป ถ้าหากว่าคุณคำนวณได้คุณก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนรวยได้ไม่ยาก และไม่ใช่เพราะว่าคุณงกหรอก แต่เป็นเพราะว่าคุณต้องมองเห็นว่าอะไรคุ้มค่าในการจ่ายเงินในกระเป๋าออกไปนั่นเอง

มีวินัยในเรื่องของการเงิน

การบริการการเงินในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองนั้นย่อมจำเป็นที่จะต้องมีวินัยในการรักษาระเบียบ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างระเบียบในการเก็บเงินให้กับชีวิตตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นคุณจะไม่สามารถทำมันได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญมากกว่าสิ่งใดก็คือการสร้างระเบียบวินัยหลังจากการเริ่มต้นแล้วทำมันไปเรื่อยๆ ซึ่งการมีวินัยนี่แหละที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ บางคนเริ่มต้นสร้างการบริหารการเงินให้กับตัวเอง แต่พอเริ่มไปได้ซักพักกลับไม่มีระเบียบวินัยในการทำต่อก็ทำให้หยุดระหว่างทางจนในที่สุดก็ไม่สามารถทำมันสำเร็จได้เพราะฉะนั้นหากคุณอยากเป็นคนรวยและประสบความสำเร็จทางการเงินล่ะก็ ควรมีวินัยในการใช้จ่ายเงินสักนิด พยายามควบคุมตัวเองให้ได้มากที่สุด

แบ่งแยกความอยากกับความจำเป็นออกจากกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีการวางแผนการบริหารการเงินให้กับตัวเองแล้วล่ะก็คุณจะต้องแยกความอยากกับความจำเป็นออกจากกันให้ได้ เพราะความอยากนั้นจะทำให้คุณอยากจะเอาเงินในกระเป๋าออกมาใช้ให้ได้ในทันที แต่ถ้าหากว่าคุณคิดว่ามันไม่จำเป็นได้คุณจะไม่มีวันคิดเอาเงินออกมาจากของกระเป๋าจัวเองเด็ดขาด แล้วนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงจะต้องแยกความอยากออกจากความจำเป็นให้ได้ เพื่อที่จะได้ฝึกการเป็นคนรวยในอนาคตข้างหน้า

เคล็ดลับเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถประสบความสำเร็จทางการเงิน และมีเงินเหลือใช้อย่างสบายโดยไม่ติดขัดทางการเงิน ซึ่งสำหรับบางคนที่เก็บเงินเก่งและมีวินัยในตัวเองสักนิด ก็อาจละทิ้งความจนและก้าวขึ้นสู่การเป็นคนรวยได้อย่างง่ายดายกันเลย เพราะฉะนั้นหากคุณอยากมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงบ้างละก็ ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ดูสิ แล้วความรวยจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเท่านั้น แถมยังแก้ปัญหาทางการเงินได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย
1466809954

ใช้เงินยังไง ให้ไม่ตกเป็นทาสของเงิน

เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่าเงินก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของเราทุกคนไปซะแล้ว ถ้าหากว่าวันไหนไม่มีเงินวันนั้นก็เหมือนกับว่าเราไม่สามารถกินอะไรได้ หรือทำอะไรได้เลย ยิ่งโดยเฉพาะในเมืองหลวงหรือว่าในสถานที่ที่จะต้องใช้เงินในการก้าวเท้าออกจากบ้านแล้วล่ะก็ เงินนี่แหละที่เป็นตัวกำหนดปัจจัยต่างๆ ได้ดีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่าใช้เงินอย่างไรให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ไม่อดอยาก ไม่ตกเป็นทาสของเงิน


อย่างแรกที่เราจะบอกว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดนั่นก็คือการออมเงินนั่นเอง 

บางคนอาจจะคิดว่าวันนี้ยังไม่ถึงเวลา พรุ่งนี้ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลาออม แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่คุณจะได้ออมเงิน? ซึ่งการออมเงินนั้นจะทำให้คุณมีเงินเอาไปไว้ใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉินหรือว่าจะเป็นในตอนที่คุณจะต้องเข้าออกโรงพยาบาล เจ้าเงินออมที่คุณได้เก็บมันเอาไว้นี่แหละจะช่วยให้คุณไม่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่น และสามารถพึ่งพาตัวเองได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวล่ะ

วางแผนการเงินให้กับอนาคตของตัวคุณเอง 

เป็นเรื่องง่ายๆ โดยที่คุณไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการวางแผนอะไรเลย เพียงแค่เอากระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น พร้อมกับปากกาหนึ่งแท่งแล้วเขียนลงไปว่าในอีก 1 -5 ปีข้างหน้านั้นคุณจะต้องมีเงินเท่าไหร่ แล้วเอาเงินนั้นไปทำอะไรบ้าง หรือจะต้องมีวิธีการหาเงินแบบไหนเพื่อที่คุณจะได้มีความมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม เห็นไหมล่ะว่าแค่ปากกากับกระดาษ 2 อย่างก็ทำให้คุณมีการวางแผนด้านการเงินให้กับตัวเองได้แล้วล่ะ

ต่อมาเป็นเรื่องของการนำเงินไปลงทุน 

คุณอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องยากหรือคุณอาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านไหนเลย เลยไม่สามารถนำเงินไปลงทุนกับอะไรได้เลย อย่าลืมสิว่าคุณยังมีประกันชีวิต ประกันเงินออม หรืออาจจะเป็นกองทุนต่างๆ ที่สามารถตอบโจทย์ของคุณได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องซื้อของมาขายเพื่อให้ได้เงินมาก็ได้ แต่เป็นการเอาเงินของคุณมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตอบสนองความต้องการของคุณให้ได้ก็เท่านั้นเอง

อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่นอกกฎระเบียบที่ไม่มีการกำหนดว่าจะต้องทำอะไรเมื่อไหร่อย่างไร 

เพราะการใช้เงินนั้นจะต้องมีเรื่องของระเบียบเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่าคุณไม่มีระเบียบในการใช้เงินก็อาจจะทำให้ตัวเองต้องลำบากได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ไม่ยอมเอากฎ หรือระเบียบมาใช้ รวมถึงคนที่ชอบตามใจตัวเองนั้นจะต้องระวังให้ดีเพราะการที่คุณตามใจตัวเองมากจนเกินไปอาจจะเป็นผลเสียกับตัวคุณเอง อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่แย่กับเงินในกระเป๋าของคุณด้วยเหมือนกันนะ

ใส่ใจเรื่องของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน 

หรือการนำเงินไปลงทุนกับในหลายๆ สิ่งสักนิด เพราะว่าในการลงทุนนั้นจะมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป ถ้าหากว่ามีความเสี่ยงมากมันก็ย่อมให้ผลตอบแทนที่มาก แต่ถ้าหากว่าความเสี่ยงน้อยผลตอบแทนที่คุณได้ก็อาจจะต้องน้อยตาม เพราะฉะนั้นการที่คุณศึกษาเรื่องความเสี่ยงนั้นจะทำให้คุณเข้าใจการลงทุน และธรรมชาติของเงินมากขึ้นว่ามันมีช่วงขาขึ้น มีขาลง และมีตอนที่คงที่นั่นแหละ

เปลี่ยนวิธีคิดในตอนที่จะต้องควักเงินออกจากกระเป๋าออกมาใช้ 

ตอนที่คุณอยากจะได้ของชิ้นนั้นๆ มันก็ย่อมจะต้องตอบสนองกิเลสของตัวเองให้ได้นั่นแหละ แต่อย่าลืมไปว่ามันแค่กิเลส และมันเป็นเพียงแค่ความอยากได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น มันไม่ได้เป็นสิ่งที่จะอยู่กับคุณตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณควรบังคับใจตัวเองให้ได้ และเปลี่ยนวิธีคิด เพราะไม่อย่างนั้นคุณก็มีโอกาสที่จะหมดตัวได้เหมือนกัน ซึ่งก็มีหลายคนที่ชอบใช้จ่ายแบบไม่คิดอะไรจนทำให้ตัวเองต้องเป็นหนี้สินติดตัวเยอะแยะมากมาย อีกทั้งยังทำให้คนในครอบครัวเดือดร้อนอีกด้วย

บางครั้งโอกาสมันไม่ได้เข้ามาให้เราได้ง่ายๆ เสมอไป 

เมื่อไหร่ที่คุณมีโอกาสที่จะคว้าเงินมาครอบครองคุณก็จงกำมันให้อยู่หมัด แต่ว่าโอกาสที่คุณได้มานั้นมันจะต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะไม่อย่างนั้นล่ะก็มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอนเพราะเวลาที่เราจะได้อะไรมานั้นมันจะต้องมาจากการกระทำที่ดี ไม่ทำให้คนอื่นวุ่นวายใจ แต่ก็ยังมีหลายคนที่รอโอกาสนั้น และอยากได้มัน แต่ก็ไม่คว้ามันเอามาไว้อยู่กับตัวเอง ฉะนั้นถ้าโอกาสมาถึงให้คิดให้ดี และคว้ามันเอาไว้


เข้าใจธรรมชาติของความต้องการของมนุษย์เรา 

จะว่าไปแล้วมนุษย์เราเองเป็นสัตว์ประเภทเดียวที่ใช้เงินในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ ไม่มีสัตว์ชนิดไหนเลยที่ใช้เงินเป็นปัจจัยในการแลกซื้อหรือว่าแลกเปลี่ยนสิ่งของซึ่งกันและกัน โดยเงินมันเป็นเพียงแค่สิ่งที่คุณจะครอบครองมันได้อยู่ชั่วขณะ แต่เดี๋ยวมันก็จะต้องออกจากกระเป๋าของคุณไป ถึงแม้ว่าคุณจะตายไปแล้วคุณก็เอามันไปไม่ได้ แต่ตอนที่มีชีวิตอยู่นั้นมันก็ทำให้คุณมีชีวิตที่สะดวกสบายได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นอย่าโลภ หรือคิดจะได้อย่างเดียว ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินมารักษาตัวเองในโรงพยาบาลก็ได้นะ
1466377957

วิธีจัดการเรื่องเงิน ของคนในครอบครัว

การพูดคุยกับคนในครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ควรทำความเข้าใจในทุก ๆ เรื่อง เชื่อใจกัน จะส่งผลให้ครอบครัวพบแต่ความสงบ และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น เรื่องการเงินภายในครอบครัวนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ถึงแม้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หากไม่เข้าใจกันแล้วล่ะก็ ครอบครัวของคุณอาจจะพบความทุกข์ และพบเจอกับปัญหาไม่มีวันจบสิ้นอย่างแน่นอน

ปัญหาที่พบบ่อย

  • ความเครียด ความขัดแย้ง

ในเรื่องการเงินเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกครอบครัวต้องเจออย่างแน่นอน แต่หากครอบครัวใครจะพบเจอปัญหามาก หรือพบเจอปัญหาน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนการเงินภายในครอบครัวของแต่ละคน ซึ่งตามหลักแล้ว คนในครอบครัวจะไม่มีความเครียด และความขัดแย้งได้นั้น ควรมีการวางแผนเรื่องการเงินให้ดี แล้วปัญหาที่พบอาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนในครอบครัวเลยก็ได้

  • ไม่เข้าใจกัน

ในเรื่องค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวในแต่ละเดือน ซึ่งอาจมีบางเดือนที่พบเจอกับค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอาจมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก อย่างเช่น ราคาอาหารแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเงินมีมูลค่าแพงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายภายในเดือนดังกล่าวมีอัตราที่สูงกว่าปกติ ทำให้ผู้ที่ต้องจ่ายเงินไม่เข้าใจคนในครอบครัว ว่าทำไมถึงได้ใช้เงินมากกว่าปกติอย่างนี้นั่นเอง

  • ขาดสภาพคล่องทางการเงิน

เกิดจากเงินที่ได้รับมามีน้อยกว่าเงินที่ต้องจ่ายไป ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่สามารถเก็บออมเงินได้ และสิ่งสำคัญ รายได้ที่เข้ามาไม่พอต่อการใช้จ่ายในแต่ละเดือน จนต้องกู้เงินทำให้เป็นหนี้และเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย


เคล็ดลับการจัดการเรื่องการเงิน

  • พูดเรื่องเงินอย่างใจเย็น ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ที่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้องด้วย คุณควรขอคำปรึกษาจากคนในครอบครัวเสียก่อน เพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้ วิธีการก็คือ กำหนดเวลาไว้เพื่อพูดคุยกันในเรื่องการเงินของครอบครัวเป็นประจำ คุณอาจจะพูดคุยในวันแรกของเดือน หรือวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ก็ได้ ใช้เวลาเพียง 15 นาทีหรือน้อยกว่านั้น เลือกเวลาที่คุณทั้งคู่รู้สึกผ่อนคลาย และไม่พูดคุยในบางเวลา อย่างเช่น เวลารับประทานอาหาร หรือเวลาที่อยู่กับลูก
  • ตกลงกันเรื่องรายได้ที่เข้ามา สำหรับผู้มีรายได้เข้ามาเพียงคนเดียว คุณควรมองว่าเงินที่ได้มา นั่นไม่ให้ของคุณเพียงคนเดียว แต่เป็นเงินของครอบครัว แต่หากคนในครอบครัวมีรายได้เข้ามาเช่นกัน คุณควรให้ทุกคนในครอบครัวรับรู้เรื่องรายได้ที่เข้ามาและรายจ่ายที่จำเป็น ว่ามีอะไรบ้าง ไม่ควรปิดบังเกี่ยวกับรายรับรายจ่าย เพราะนั่นจะเป็นการสร้างปัญหาครอบครัวทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ตกลงกันเรื่องจำนวนเงินที่แต่ละคนจ่ายได้ โดยไม่ต้องปรึกษากันก่อน อาจจะเป็นไม่เกิน 500 บาท หรือไม่เกิน 1,000 บาท หรืออาจเป็นจำนวนเงินอื่นก็ได้แล้วแต่จะมีการตกลงกัน ควรปรึกษาคนในครอบครัวก่อนเสมอ ถ้าคุณต้องการใช้จ่ายเกินจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้
  • เขียนแผนการเรื่องเงินให้ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องทำงบประมาณให้มันซับซ้อนมากนัก เพียงแค่มีการจดบันทึกเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอาไว้ให้ชัดเจน รวมถึงควรมีการแยกจำนวนเงินออกเป็นส่วน ๆ อย่างเช่น เงินที่ต้องเก็บออม เงินที่จำเป็นต้องจ่าย และเงินฉุกเฉิน การแยกเป็นส่วน ๆ จะทำให้คุณสามารถควบคุมการใช้จ่ายเงินภายในบ้านได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญทำให้คุณได้เห็นถึงความเป็นจริงในการใช้จ่ายเงินในแต่ละวันของคุณอีกด้วย คุณอาจจะทำรายการค่าใช้จ่ายประจำทั้งหมดที่คุณรู้ตัวเลขที่แน่นอน ตกลงกันว่าจะแบ่งรายได้ไว้เป็นเงินออมมากน้อยเท่าไร จากนั้นทำรายการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ตายตัว อย่างเช่น ค่าอาหาร, ค่าน้ำ, ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์ เก็บบันทึกค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้หลาย ๆ เดือน หากจำเป็นคุณอาจต้องปรับรูปแบบชีวิตใหม่ เพื่อให้ครอบครัวไม่มีหนี้เพิ่มขึ้นอีก
  • ตกลงเรื่องค่าใช้จ่าย ในกรณีที่คนในครอบครัวมีรายได้เช่นกัน ควรมีการตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้านว่าใครจะเป็นคนจ่ายส่วนใด ผู้ที่มีรายได้เข้ามามากควรเป็นผู้ที่ต้องจ่ายเงินมาก ทั้งนี้คุณควรมีการปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินของคนในครอบครับทุก ๆ 3 เดือน หรืออาจจะมีการสลับหน้าที่กันเป็นครั้งคราวก็สามารถทำได้เช่นกัน
การพูดคุยเรื่องการเงินอย่างเข้าใจและเชื่อใจ จะส่งผลให้คุณและคนในครอบครัวรักกันมากขึ้น เนื่องจากไม่มีความขัดแย้งกันในครอบครัว การบริหารจัดการเงินก็เป็นได้ด้วยดี และมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น ทำให้ชีวิตดีขึ้น วิธีจัดการเรื่องเงินของเรานั้น คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทันทีเพื่อชีวิตครอบครัวที่ดีขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ เรื่องสำคัญไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกัน หรือการขอคำปรึกษากันควรทำอย่างใจเย็นและเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่ว่าปัญหาอะไรก็ตามคุณจะสามารถผ่านมันไปได้ โดยไม่เกิดความเสียหายใด ๆ เลย คุณควรเคารพการตัดสินใจของคนในครอบครัว ไม่ควรให้ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณได้นำพาเอาความขัดแย้งเข้ามาภายในครอบครัวด้วยตัวของคุณเอง

- 1 - - 2 - - 3 - - 4 - - 5 - - 6 - - 7 - - 8 - - 9 - - 10 - - 11 - - 12 -